Macrophar

D’LeVer สุขภาพดี มีได้ทั้งครอบครัว

สุขภาพดี ดีลีเวอร์

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร D’LeVer สำหรับทุกๆคนในครอบครัว เพราะคัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพจากทั่วทุกมุมโลก ผลิตภายใต้โรงงานที่ได้มาตรฐาน GMP เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ในการดูแลสุขภาพของคุณและคนที่คุณรักให้แข็งแรง มารู้จักน้ำมันปลากันเถอะ !! น้ำมันปลา เป็นน้ำมันที่ได้มาจากการสกัดเอาน้ำมันออกมาจากส่วนต่างๆ ของปลา เช่น เนื้อปลา หนังปลา หางปลา หัวปลา โดยปลาทะเลที่นำมาสกัดนั้นเป็นปลาที่อยู่ในทะเลน้ำลึกเขตหนาวเย็น เพราะมี กรดไขมัน Omega-3 ปริมาณมากกว่าปลาน้ำจืด ซึ่งกรดไขมัน Omega – 3 มีสารสำคัญคือ Docosahexaenoic acid (DHA) และ Eicosapentaenoic acid (EPA) ประโยชน์ของ DHA และ EPA คืออะไร ? D’LeVer Fish Oil 1000 – ดีลีเวอร์ ฟิช ออยล์ 1000 มก. (ขนาด 30 เม็ด) ผลิตภัณฑ์นี้ให้กรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 ได้แก่ อีพีเอ และ ดีเอซเอ ใน 1 แคปซูลนิ่มประกอบด้วย น้ำมันปลา 1,000 มก. กรดไอโคซาเพนทาอีโนอิก (อีพีเอ) 300 มก. กรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (ดีเอซเอ) 200 มก. ประโยชน์ของ D’LeVer Fish Oil 1000 วิธีรับประทาน : รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล วันละครั้ง หลังอาหาร D’LeVer Fish Oil Mini – ดีลีเวอร์ ฟิช ออยล์ มินิ น้ำปลาเม็ดเล็ก (ขนาด 60 เม็ด) ผลิตภัณฑ์นี้ให้กรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 ได้แก่ อีพีเอ และ ดีเอซเอ ใน 1 แคปซูลนิ่มประกอบด้วย น้ำมันปลา 340 มก. กรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (ดีเอซเอ) 240 มก. กรดไอโคซาเพนทาอีโนอิก (อีพีเอ) 10 มก. กรดไขมันอิ่มตัว 6.8 มก. ประโยชน์ของ D’LeVer Fish Oil Mini วิธีรับประทาน: รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล พร้อมหรือหลังอาหาร D’LeVer Fish Oil Lecithin 500 – ดีลีเวอร์ ฟิช ออยล์ เลซิติน น้ำมันปลาผสมเลซิติน (ขนาด 30 เม็ด) ผลิตภัณฑ์นี้ใน 1 แคปซูลนิ่มประกอบด้วย น้ำมันปลา 500 mg กรดไอโคซาเฮกซาตาอีโนอิก (ดีเอชเอ) 125 มก. และ กรดไอโคซาเพนตาอีโนอิก (อีพีเอ) 25 มก. Lecithin 500 มก. ประโยชน์ของ D’LeVer Fish Oil Lecithin 500 วิธีรับประทาน: รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล พร้อมหรือหลังอาหาร D’LeVer QQ Min – ดีลีเวอร์ คิวคิว มิน (ขนาด 30 เม็ด) ผลิตภัณฑ์นี้ใน 1 แคปซูลประกอบด้วย L –Glutathione 15.5% , Goji Berry Extract 11.7% , Citrus SinesisExtract 10.0% , Turmeric Extract 8.6% , Choline Bitartrate 6.6% , Dandelion Extract 5.0% , Oyster Extract2.5% , Black Pepper Extract 0.25% ประโยชน์ของ D’LeVer QQ Min วิธีรับประทาน: • สำหรับสายปาร์ตี้ แก้เมาค้าง Hang over : รับประทานครั้งละ 2 แคปซูล ก่อนดื่ม และ อีก 2 แคปซูล หลังดื่ม• สำหรับสายสุขภาพ บำรุงตับ ช่วยกำจัดสารพิษ : รับประทานวันละ1 ครั้ง ครั้งละ 2 แคปซูล D’LeVer Zinc 15 mg – ดีลีเวอร์ ซิงค์ 15 มก (ขนาด 60 เม็ด) ผลิตภัณฑ์นี้ใน 1 แคปซูลประกอบด้วย Zinc BisgycinateChelate 15 mg (zinc ในรูปแบบ BisgycinateChelate สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีที่สุด และลด side effect เรื่องคลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด) ประโยชน์ของ D’LeVer Zinc 15 mg วิธีรับประทาน: • เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน : รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 1 ครั้ง พร้อมอาหาร• รักษาสิว : รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง เช้า, เย็น พร้อมอาหาร• เพิ่มฮอร์โมนเพศชาย : รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง เช้า, เย็น พร้อมอาหาร• บำรุงผม และเล็บ : รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง พร้อมอาหาร D’LeVer Collagen Type II Plus+ – ดีลีเวอร์ คอลลาเจน ไทพ์ ทู พลัส+ (ขนาด 30 เม็ด) ผลิตภัณฑ์นี้ใน 1 แคปซูลประกอบด้วย Collagen Type II 40 mg Bororganic glycine 10% (Boron) 20 mg ประโยชน์ของ D’LeVer Collagen Type II Plus+ วิธีรับประทาน: รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละครั้ง หลังอาหาร D’LeVer Apple Cider Vinegar 400 mg – ดีลีเวอร์ แอปเปิ้ล ไซเดอร์ เวนิก้า 400 มก (ขนาด 45 เม็ด) ผลิตภัณฑ์นี้ใน 1 แคปซูลประกอบด้วย Apple Cider Vinegar Powder 400 mg ประโยชน์ของ D’LeVer Apple Cider Vinegar 400 mg วิธีรับประทาน : รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร 30 นาที D’LeVer Co Q10 – ดีลีเวอร์ โคคิวเท็น (ขนาด 30 เม็ด) ผลิตภัณฑ์นี้ใน 1 แคปซูลประกอบด้วย Coenzyme Q10 30 mg. จากสารสกัดถั่วเหลือง 370 mg. นำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา  ประโยชน์ของ D’LeVer Co Q10 วิธีรับประทาน : แนะนำให้รับประทานวันละ 30 – 100 mg

รู้ทันเรื่องข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นโรคของผู้ที่มีอายุมากขึ้นหรือคนที่มีอาการปวดเข่าบ่อยๆ ซึ่งบุคคลที่มีอาการเหล่านี้ เบื้องต้นมักจะรักษาอาการด้วยการทานยาหรือทานอาหารเสริมเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวด ซึ่งชื่อยาหรืออาหารเสริมที่ใช้รักษาอาการข้อเข่าเสื่อม หรืออาการปวดเข่าที่เรามักพบเห็นบ่อยๆ คือ กลูโคซามีน (Glucosamine)  คอนดรอยติน (Chondroitin) และคอลลาเจน (Collagen) วันนี้ เราจะมาอธิบายว่ายาหรืออาหารเสริมทั้ง 3 ชนิดคืออะไร และแตกต่างกันอย่างไร กลูโคซามีน  (Glucosamine) เป็นสารตั้งต้นในการสร้าง โปรตีโอไกลแคน ไกลโคโปรตีน ไกลโคสามิโนไกลแคน กรดโฮยาลูโรนิก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเนื้อเยื่อเกือบทุกชนิดในร่างกายของคนเรารวมทั้งกระดูกอ่อนผิวข้อ โดยโปรตีโอไกลแคน ทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อมีความยืดหยุ่น รองรับแรงกระแทกจากการเคลื่อนไหวของกระดูกข้อต่อได้ดี เมื่ออายุมากขึ้น กระดูกอ่อนผิวข้อเริ่มสึกกร่อน น้ำไขข้อลดลง ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม จึงมีการนำกลูโคซามีนสังเคราะห์ มาใช้รักษาหรือชะลอความเสื่อมของข้อเข่า ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับกลูโคซามีนซัลเฟต วันละ 1,500 มิลลิกรัม เป็นเวลา 3 ปี ช่วยลดอาการปวด และช่วยลดการแคบลงของข้อได้  คอนดรอยติน (Chondroitin) เป็นสารในการสร้างองค์ประกอบสำคัญของเนื้อเยื่อและกระดูกอ่อนผิวข้อ ทำให้กระดูกมีคุณสมบัติทนต่อแรงกดได้ เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายผลิตคอนดรอยตินลดลง ประสิทธิภาพในการทนต่อแรงกดก็ลดลงตามไปด้วย อันนำไปสู่การเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมนั่นเอง คอลลาเจน (Collagen) เป็นส่วนประกอบของเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกายรวมทั้งกระดูกอ่อนผิวข้อด้วย มีคุณสมบัติเสริมสร้างความแข็งแรง ความยืดหยุ่น เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายผลิตคอลลาเจนลดลง กระดูกอ่อนผิวข้อจึงเสื่อมไม่แข็งแรงเหมือนตอนอายุยังน้อย ด้วยเหตุนี้จึงหวังผลว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลลาเจน ที่มีจำหน่ายมากมายในปัจจุบัน จะไปกระตุ้นการสร้างกระดูกอ่อนเพิ่มขึ้น โดยคอลลาเจนที่นิยมนำมาใช้กับกระดูกอ่อนผิวข้อและข้อต่อ คือ คอลลาเจน type 2 แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ Collagen hydrolysate และ Undenatured collagen เนื่องจากคอลลาเจน type 2 เป็นคอลลาเจนที่พบในกระดูกอ่อนผิวข้อ ช่วยกระตุ้นร่างกายให้สังเคราะห์เซลล์ใหม่ขึ้นมาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ช่วยเพิ่มระดับน้ำไขข้อ ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่จะย่อยสลายน้ำไขข้อ จากการศึกษาของ University of Tuebingen ประเทศเยอรมนี ซึ่งติดตามผู้ที่มีภาวะข้อเสื่อมจํานวน 2,000 คน พบว่าผู้ที่เป็นโรคข้อเสื่อมซึ่งได้รับคอลลาเจน (Collagen Hydrolysate) วันละ 5 กรัม ติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน ช่วยลดการอักเสบและอาการเจ็บปวด จากการเคลื่อนไหวได้ แม้ว่าผลการศึกษาวิจัยในปัจจุบัน คอลลาเจนช่วยให้อาการที่เกิดจากข้อเข่าเสื่อมดีขึ้นได้ แต่เนื่องจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลลาเจน มีมากมายหลายยี่ห้อ วัตถุดิบที่นำมาใช้ผลิตมีหลายประเภทเช่น กระดูกไก่, ปลา, หมู, วัว หรือ ปลาหมึก คุณภาพการผลิตของแต่ละยี่ห้อก็อาจจะมีความแตกต่างกันได้มาก ไม่สามารถควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบ และการผลิตได้อย่างเข้มงวดเหมือนกับยา ทำให้เป็นการยากที่จะบอกได้ว่าคอลลาเจนยี่ห้อใดเมื่อใช้แล้วจะเกิดประโยชน์ หรือ ผลดีต่อโรคข้อเข่าเสื่อมของคนไข้ได้มากที่สุด

ทำแผลอย่างถูกวิธีให้ลูกน้อยวัยซน เพื่อช่วยสมานผิวได้อย่างปลอดภัย

เมื่อลูกน้อยวัยซน เกิดอุบัติเหตุจากการเล่นซุกซนตามวัย ยิ่งสนุกกับการเรียนรู้มากเท่าไร ยิ่งมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุสูง เช่น การหกล้มเกิดแผลถลอก แผลน้ำร้อนลวก ไฟลวก คนเป็นพ่อแม่จึงต้องหาวิธีดูแลเมื่อเกิดบาดแผลขึ้น มาดูกันดีกว่าลักษณะของแผลที่มักเกิดขึ้นกับเด็กมีอะไรบ้าง และควรทำแผลอย่างไรถึงจะดีต่อผิวอ่อนโยนของลูกน้อยวัยซน แผลแบ่งออกเป็นกี่ประเภท ? แผลแบ่งออกเป็น 2 ​ประเภทใหญ่ๆ คือ แผลปิดและแผลเปิด 1.แผลปิด ​​ จะเป็นแผลที่เนื้อเยื่อของเราไม่ได้สัมผัสกับสิ่งเร้าภายนอกจะหายได้ไว 2.แผลเปิด จะเป็นแผลที่เนื้อเยื่อมีโอกาสสัมผัสกับสิ่งสกปรก เชื้อโรค อาจเสี่ยงติดเชื้อได้ ลักษณะของแผลที่มักเกิดขึ้นกับเด็กมีอะไรบ้าง ? แผลถลอก: พบได้บ่อยและเกิดขึ้นได้ง่ายที่สุด แม้แผลถลอกจะไม่ทำให้เกิดรอยแผลเป็น แต่มักมีการเปรอะเปื้อน จึงมีความเสี่ยงในการติดเชื้อมากขึ้น แผลถูกของมีคมบาด: มักทำให้เกิดความเสียหายแก่เส้นเลือด หากเป็นแผลขนาดเล็ก สามารถรักษาได้เอง แต่ถ้าแผลลึกควรรีบพบแพทย์ แผลพุพอง: เกิดจากการที่ผิวหนังถูกเสียดสีมากเกินไป จนเกิดเป็นตุ่มน้ำและแตกออกจากเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บ การปฐมพยาบาล ดูแลลูกวัยซนอย่างเหมาะสม ถูกวิธี ด้วยคำแนะนำต่อไปนี้ 1.ห้ามเลือดโดยการใช้สำลีหรือผ้าสะอาดกดที่บริเวณแผลเบา ๆ 2.ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาดและกำจัดเศษสิ่งสกปรกออกให้หมด 3.ทายาฆ่าเชื้อกลุ่ม โพวิโดน ไอโอดีน ให้ทั่วบริเวณแผล เพื่อช่วยสมานผิวบริเวณรอบๆ บาดแผลและป้องกันการติดเชื้อโรค 4.ปิดแผลด้วยพลาสเตอร์หรือผ้าปิดแผล การเลือกครีมทาฆ่าเชื้อโรค ก็เป็นอีกสิ่งที่ควรเลือก เพื่อช่วยสมานผิวได้อย่างปลอดภัยลูกน้อยวัยซน Antiseptic gel เจลฆ่าเชื้อสำหรับทาแผลสด มีส่วนผสมของโพวิโดน ไอโอดีน มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคทั่วไป เช่น เชื้อไวรัส เชื้อรา และเชื้อแบคทีเรีย ใช้ทาบริเวณแผลสด แผลทั่วไป แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ล้างออกง่าย ไม่ติดเสื้อผ้า ทำให้บาดแผลหายไวและผิวหนังไม่อักเสบระคายเคือง แค่ 4 วิธีง่ายๆในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น แผลของลูกน้อยวัยซนก็จะกลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย

สารต้านอนุมูลอิสระกับสุขภาพในช่องปาก

อนุมูลอิสระ (Free Radical) หมายถึง อะตอมหรือโมเลกุลที่มีความไม่เสถียรและไวต่อการเกิดปฏิกิริยา ซึ่งเป็นสารพลอยได้ที่เกิดจากกระบวนการทำงานของร่างกาย เช่น การเผาผลาญอาหาร การหายใจของเซลล์ รวมถึงเกิดขึ้นจากกลไกการป้องกันตัวเองของร่างกายจากเชื้อจุลชีพ อนุมูลอิสระทำให้เกิดความเสื่อมของเซลล์ร่างกาย ทั้งนี้ร่างกายเราจะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สร้างได้เอง รวมกับวิตามินและแร่ธาตุที่ได้จากการทานอาหาร เพื่อช่วยควบคุมสมดุลของระบบการสร้างและทำลายเซลล์ร่างกาย  อนุมูลอิสระในช่องปากของเรา  ช่องปากเป็นจุดที่เราใช้ในการบริโภคอาหาร สำหรับผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ สิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นปริมาณอนุมูลอิสระในช่องปากและร่างกายของเรา รวมถึงผู้ที่ดูแลสุขอนามัยในช่องปากไม่ดีเพียงพอ จะมีการสะสมของแบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งส่งผลเพิ่มอนุมูลอิสระเช่นเดียวกัน หากร่างกายมีสารดังกล่าวมากเกินไป หรือขาดสารต้านอนุมูลอิสระ จนมีการสะสมของอนุมูลอิสระ จะเกิดภาวะที่เรียกว่า Oxidative Stress จากข้อมูลวารสารทางการแพทย์พบว่าภาวะ Oxidative Stress มีความสัมพันธ์กับโรคในช่องปาก ทั้งโรคเหงือก ฟันผุ ฝ้าขาวที่ลิ้น และมะเร็งในช่องปาก เนื่องจากอนุมูลอิสระจะเร่งให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อ และการอักเสบในช่องปาก  ทั้งนี้เราสามารถลดการเกิดภาวะ Oxidative Stress เพื่อสุขภาพในช่องปากของเราได้ ด้วยการดูแลสุขอนามัยของช่องปากเพื่อลดการสะสมของเชื้อโรค และลดการบริโภคแอลกอฮอล์และบุหรี่ สำหรับการเสริมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง โดยเฉพาะการรับประทานผัก ผลไม้ และธัญพืช ที่มีวิตามิน A, C และ E และยังมีเส้นใย (Fiber) ที่ช่วยขัดคราบสะสมตามซอกเหงือกและฟันเมื่อเราเคี้ยวอาหารดังกล่าวด้วย  ผลิตภัณฑ์ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ  ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับช่องปากที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ยาสีฟันผสมชาเขียว และผลิตภัณฑ์สมุนไพร เช่น น้ำมันกานพลู ซึ่งนอกจากจะมีฤทธิ์ช่วยให้ชาเฉพาะที่แล้วและลดการอักเสบแล้ว ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วย   แบคตาดีน เมาท์ สเปรย์ มีส่วนผสมของน้ำมันกานพลู น้ำผึ้ง และสารสกัดจากถั่งเช่า ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยดูแลสุขภาพในช่องปาก และสมุนไพรกลุ่มน้ำมันหอมระเหย เพื่อให้ลมหายใจหอมสดชื่น  ข้อมูลอ้างอิง .R, S. P., 2014. Antioxidants in Oral Healthcare. J. Pharm. Sci. & Res., 6(4), pp. 206-209.  Compendium of Continuing Education for Dentistry, 2013. Use of Antioxidants in Oral Healthcare. [Online]  Available at: https://www.aegisdentalnetwork.com/cced/2011/03/use-of-antioxidants-in-oral-healthcare [Accessed Oct 2021].  Dr. Nimmi Singh, e. a., 2013. Antioxidants in Oral Health and Diseases: Future Prospects. Journal of Dental and Medical Sciences, 10(3), pp. 36-40.  สกุลเผือก, ด., n.d. อนุมูลอิสระและสารต้านอนุมูลอิสระ. [Online]  Available at: https://ccpe.pharmacycouncil.org/showfile.php?file=204 [Accessed Oct 2021].