เคล็ดลับดูแลสุขภาพในอากาศหนาว พร้อมเสริมสร้างด้วยซิงค์

เมื่อลมหนาวพัดมา อุณหภูมิที่ลดลงไม่เพียงแต่ทำให้เรารู้สึกหนาวสั่น แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพของเราในหลายด้าน ทั้งผิวพรรณ ระบบทางเดินหายใจ และระบบภูมิคุ้มกัน การดูแลสุขภาพในช่วงอากาศหนาวจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรงและป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ บทความนี้จะนำเสนอแนวทางการดูแลสุขภาพในอากาศหนาวอย่างครอบคลุม พร้อมทั้งแนะนำอาหารที่ควรเสริม การรักษาอุณหภูมิร่างกายให้อบอุ่นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในช่วงอากาศหนาว เพราะร่างกายจะสูญเสียความร้อนได้ง่ายกว่าปกติ การปฏิบัติตนเพื่อรักษาความอบอุ่นของร่างกาย ได้แก่ อากาศที่แห้งและเย็นในช่วงหน้าหนาว มักทำให้ผิวแห้ง แตก และระคายเคือง การดูแลผิวพรรณจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันปัญหาผิวต่างๆ ในช่วงอากาศหนาว โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ และโรคปอดบวม มักจะแพร่ระบาดได้ง่าย การดูแลระบบทางเดินหายใจจึงมีความสำคัญ ระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงอากาศหนาว การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันสามารถทำได้โดย การดูแลสุขภาพในอากาศหนาวเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรงและป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ การปฏิบัติตนเพื่อรักษาความอบอุ่นของร่างกาย การดูแลผิวพรรณ การดูแลระบบทางเดินหายใจ และการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เป็นสิ่งสำคัญที่ควรปฏิบัติควบคู่กันไป การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหารที่มีซิงค์สูง หรือการเสริมด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีซิงค์ จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง พร้อมรับมือกับอากาศหนาว
ฝุ่น PM 2.5 ตัวร้าย ทำลายผิว สาเหตุหนึ่งของปัญหาสิว

ช่วงนี้ฝุ่น มลภาวะเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน เนื่องจากสภาวะอากาศปิดอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ฝุ่น PM2.5 เกิดการสะสมตัวมากขึ้นทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเหนือทั้งตอนบนและตอนล่าง ไม่ว่าจะเป็น จ.เชียงใหม่, จ.แม่ฮ่องสอน, จ.กำแพงเพชร, จ.ลำปาง, จ.ลำพูน, จ.พะเยาและ จ.เชียงราย จ.น่าน จ.แพร่ และจ.ตาก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จ.หนองคาย, จ.นครพนม นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ในส่วนภาคกลาง เช่น จ.ราชบุรี และ จ.สมุทรสงคราม รวมถึงพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลด้วย ที่นอกจากจะเป็นมลภาวะที่เข้ามาทำลายสุขภาพแล้ว ยังทำลายระบบทางเดินหายใจ รวมถึงผิวหนังของเรา เพราะฝุ่น PM2.5 มีผลทำให้ระคายเคืองผิว เป็นผื่นแพ้ ผื่นคัน ผิวอักเสบ แล้วก็อาจจะทำให้เป็นสิวได้ง่าย ซึ่งกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง PM2.5 ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคทางปอดและหัวใจ กลุ่มผู้ป่วยที่เป็นภูมิแพ้ทั้งทางเดินหายใจและผิวหนัง รวมถึงกลุ่มเด็กเล็ก และในช่วงนี้ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง เพื่อลดการสัมผัส PM2.5 ให้น้อยที่สุด ฝุ่น PM 2.5 คืออะไร? PM ย่อมาจาก Particulate Matters เป็นคำเรียกค่ามาตรฐานของฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด ได้แก่ PM 10 และ PM 2.5 ส่วนตัวเลข 2.5 นั้นมาจากหน่วย 2.5 ไมครอนหรือไมโครเมตรนั่นเอง ดังนั้น PM2.5 จึงเป็นอนุภาคขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยน้อยกว่า 2.5 ไมโครเมตร ที่แขวนลอยอยู่ในอากาศรวมกับไอน้ำ ควัน และก๊าซต่างๆ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าถึงจะเป็นเพียงฝุ่นละอองขนาดจิ๋ว แต่เมื่อมาแผ่อยู่รวมกันจะกินพื้นที่ในอากาศมหาศาล ล่องลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศปริมาณสูง เกิดเป็นหมอกควันอย่างที่เราเห็นกัน ฝุ่นละออง PM2.5 ถือเป็นมลพิษต่อสุขภาพของมนุษย์ตามที่องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญและออกมาแจ้งเตือนให้ทราบ เพราะเป็นฝุ่นที่มีขนาดเล็กมาก เส้นผมที่ว่ามีขนาดเล็กแล้ว เจ้า PM2.5 ยังเล็กกว่าเส้นผมถึง 20 เท่า ทำให้เล็ดลอดผ่านขนจมูกเข้าสู่ปอด และหลอดเลือดได้ง่าย ส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว สาเหตุของการเกิดฝุ่นละอองมีหลายปัจจัย เช่น โรงผลิตไฟฟ้า ควันท่อไอเสียจากรถยนต์ การเผาไม้ทำลายป่า เผาขยะ รวมถึงควันบุหรี่ด้วย ซึ่งปกติแล้วกิจกรรมต่างๆ ที่คนเราทำทุกวันก็ส่งผลให้เกิดฝุ่นละอองใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอยู่แล้ว แต่แหล่งต้นตอสำคัญของ PM2.5 ในบรรยากาศ คือ การเผาไหม้เชื้อเพลิงธรรมชาติที่ไม่สมบูรณ์ และฝุ่นจากการก่อสร้าง ตัวเมืองที่มีตึกสูงรายล้อมเหมือน “ กรุงเทพ ” จะมีลักษณะคล้ายๆ แอ่งกระทะ เกิดการสะสมของเจ้าฝุ่นร้ายได้ง่าย ซึ่งปกติฝุ่นเหล่านี้จะลอยขึ้นไปในอากาศ ถูกลมพัดฟุ้งกระจายไป แต่ถ้าวันไหนที่อากาศนิ่ง ไม่ค่อยมีลมพัด ฝุ่นละอองจะไม่ฟุ้งกระจาย ส่งผลให้ระดับความเข้มของฝุ่นในพื้นที่นั้นๆ สูงมากขึ้นจนกลายเป็นระดับที่อันตรายต่อสุขภาพ และเจ้าฝุ่น ร้ายมักวนเวียนอยู่มากในช่วงกลางคืน แต่จะค่อยๆ จางหายไปเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นส่องสว่างในยามเช้า มีผลกระทบต่อร่างกายอย่างไร? ฝุ่นละออง PM 2.5 เป็นเจ้าฝุ่นร้ายที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ไม่มีกลิ่น ขนาดเล็กจิ๋วมาก สามารถผ่านเข้าไปในร่างกายลึกได้ถึงถุงลมปอด บางส่วนสามารถเล็ดรอดผ่านผนังถุงลมเข้าเส้นเลือดฝอยล่องลอยอยู่ในกระแสเลือด และกระจายตัวแทรกซึมไปทั่วร่างกายได้ความน่ากลัวของเจ้าฝุ่นร้ายนี้ คือ กระตุ้นให้เกิดสารอนุมูลอิสระ ลดระบบ Antioxidant รบกวนสมดุลต่างๆ ของร่างกาย และกระตุ้น gene (ยีน) ที่เกี่ยวข้องกับการหลั่งสารอักเสบ ซึ่งมีอันตรายต่อเนื้อเยื่อในร่างกาย แล้วส่งผลกระทบต่างๆ ตามมา ดังนี้ กระตุ้นให้คนที่มีโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังเกิดอาการกำเริบ เช่น โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ โรคหอบหืด และโรคถุงลมโป่งพอง กระตุ้นให้คนที่มีโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดเรื้อรังเกิดอาการกำเริบ โดยเฉพาะโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด สำหรับผลระยะยาวจะทำให้การทำงานของปอดถดถอย อาจเกิดโรคถุงลมโป่งพองได้แม้จะไม่สูบบุหรี่ก็ตาม และเพิ่มโอกาสทำให้เกิดมะเร็งปอดได้ด้วย PM 2.5 ถือว่าเป็นมลพิษของอากาศ ส่งผลให้สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ของผิวลดลงและภูมิต้านทานผิวหนังแย่ลง ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื่น แพ้ง่าย เป็นสิวได้ง่ายกว่าคนที่ไม่ค่อยได้สัมผัสมลพิษทางอากาศ การป้องกันผิวจาก PM2.5 หรือมลพิษทางอากาศ ใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่จำเป็นต้องออกข้างนอกบ้าน หรือต้องผ่านที่โล่งแจ้ง โดยแนะนำให้ใส่หน้ากากพิเศษชนิดที่เรียกว่า “เอ็นเก้าห้า (N95)” ออกกำลังกายในที่ที่มีฝุ่นน้อย ไกลจากถนน อาจเปลี่ยนเป็นออกในบ้านหรือฟิตเนส แทนการวิ่งตามสวนสาธารณะ รับประทานผักและผลไม้หลากสีสัน เพื่อรับสารต้านอนุมูลอิสระให้ร่างกายไว้ใช้ต่อสู้กับมลพิษทางอากาศ ดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อเติมเต็มความชุ่มชื้นและฟื้นฟูผิวได้ดียิ่งขึ้น ขั้นตอนการดูแลผิวให้ปลอดภัยจากฝุ่น PM2.5 การทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอเพราะแสงแดดเป็นตัวกระตุ้นให้มลพิษทางอากาศทำงานได้ดีขึ้น ยิ่งในวันที่มีแดดร้อนจัด ร่างกายจะสร้างเหงื่อและน้ำมันออกมาที่ผิวเพื่อปกป้องผิวจากแสงแดดซึ่งเป็นตัวจับฝุ่นที่ดีมาก ก่อให้เกิดการอุดตันและเกิดสิวได้ง่าย การปกป้องผิวด้วยการทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านตอนเช้า จึงเป็นตัวช่วยที่ดี โดยแนะนำที่มี SPF 15-50 ตามแสงแดดที่เราต้องเจอ ล้างหน้าให้สะอาด โดยอาจเลือกใช้ Cleanser ที่อ่อนโยนต่อทุกสภาพผิว รวมถึงผิวแพ้ง่าย ไม่ระคายเคือง ปราศจากสบู่และน้ำหอม ซึ่ง 1 ในนั้นมีผลิตภัณฑ์ นิวทรัลแคร์ (Neutral care) โดยใช้ผลิตภัณฑ์นี้เช็คคราบเครื่องสำอางค์ก่อนจากนั้นสามารถใช้เป็นโฟมล้างหน้าต่อได้ในตัวเดียวกัน ใช้เป็นประจำทุกวันเช้าเย็น เพื่อขจัดเศษฝุ่นมลพิษที่ติดค้างในผิว รูขุมขนตามที่ต่างๆให้มากที่สุด ที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิว ผิวอักเสบและผดผื่นได้ ทา Moisturizer หรือครีมบำรุงผิวเพิ่มความชุ่มชื้นที่ผสมสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น Vitamin C (วิตามินซี), Vitamin E (วิตามินอี), Astaxanthin (แอสต้าแซนติน), Coenzyme Q10 (โคเอนไซม์คิวเท็น), Ceramide (เซลาไมด์) เพื่อควบคุมความมันและการอุดตันของผิว รับประทานอาหารเสริมปกป้องผิวจากแสงแดด มลภาวะ และลดการอักเสบให้ผิว ฝุ่นละออง PM2.5 เป็นมลพิษต่ออากาศและร่างกาย ควรป้องกันตนเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัยที่สามารถป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ คือ หน้ากาก N95 ส่วนหน้ากากประเภทอื่นนั้น ช่วยป้องกันได้เพียงส่วนหนึ่ง และควรใส่ให้ถูกวิธี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน รวมถึงการทำความสะอาดผิวอย่างถูกต้องโดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับสภาพผิวหน้าอ่อนโยนไม่ระคายเคืองผิวล้างออกได้ง่าย และควรเช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอางค์ก่อนล้างหน้า, มีการทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวันป้องกัน UVA, UVB, Visible Light และ Infrared เพื่อช่วยลดการเกิดริ้วรอย ฝ้า จุดด่างดำรวมถึงมะเร็งผิวหนังที่อาจเกิดขึ้นได้นอกจากนี้ควรใช้ครีมบำรุงผิวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น (Moisturizer)อย่างต่อเนื่อง แต่วิธีที่ดีสุด คือ การแก้ที่ต้นเหตุ ดังนั้น มาร่วมด้วยช่วยกันคืนอากาศบริสุทธิ์ โดยการเดินทางโดยรถสาธารณะ ลดการใช้รถยนต์ที่ก่อให้เกิดมลพิษจากท่อไอเสีย ลดการเผาไหม้ตามที่ต่างๆ เช่น เผาป่า เผาภูเขา เผาขยะ รวมถึงควันบุหรี่ด้วยเพื่อควบคุมเจ้าฝุ่นร้าย PM2.5 ไม่ให้เกินมาตรฐานกันเถอะ
ฟ้าทะลายโจร ช่วยรักษาอาการป่วยใดได้บ้าง

ฟ้าทะลายโจรเป็นชื่อสมุนไพรที่เราคุ้นหูกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านมาที่มีข่าวว่าอาจจะสามารถใช้รักษาหรือป้องกันโรค Covid-19 ได้ ทำให้คนส่วนใหญ่สนใจที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ยาฟ้าทะลายโจรมารับประทาน วันนี้เราจะมาทบทวนอีกครั้งว่าฟ้าทะลายโจรสามารถใช้รักษาอาการป่วยใดได้บ้าง และมีวิธีการใช้อย่างไร ข้อมูลสมุนไพร ฟ้าทะลายโจร ชื่อวิทยาศาสตร์ Andrographis paniculata (Burm. f.) Wall. ex Nees ถิ่นกำเนิด แถบเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนที่นำมาใช้เป็นยา ใบและลำต้นส่วนเหนือดิน สารสำคัญออกฤทธิ์ สารกลุ่ม Diterpenoid lactones เช่น andrographolide เป็นต้น สรรพคุณและขนาดรับประทาน (รูปแบบยาแคปซูลหรือยาเม็ดที่มีผงยาฟ้าทะลายโจร) ลดไข้ รับประทานครั้งละ 1 – 1.5 กรัม วันละ 3 – 4 ครั้ง บรรเทาอาการเจ็บคอ และอาการไอเนื่องจากหวัด รับประทานครั้งละ 1 – 1.5 กรัม วันละ 4 ครั้ง บรรเทาอาการท้องเสียแบบถ่ายเป็นน้ำ รับประทานครั้งละ 0.5 – 2 กรัม วันละ 4 ครั้ง ฟ้าทะลายโจรป้องกันไข้หวัดได้จริงหรือไม่ สำหรับการศึกษาฟ้าทะลายโจรในการป้องกันหวัดนั้นมีการศึกษาทางคลินิก 1 งานวิจัย พบว่าคนกลุ่มที่กินฟ้าทะลายโจรป่วยเป็นหวัด (Common colds) น้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้กิน (n = 108) สำหรับโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) มีการศึกษาในหลอดทดลองพบว่าสารสกัดฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ต้านไวรัสไข้หวัดนก (H9N1 และ H5N1) และไวรัสไข้หวัดใหญ่ (H1N1) ซึ่งรวมถึงล่าสุดที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ของประเทศไทยได้ศึกษาว่ามีฤทธิ์ในการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส Covid-19 ได้ ซึ่งการศึกษาประสิทธิภาพของฟ้าทะลายโจรในการป้องกันและรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ และ Covid-19 ยังคงต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมในมุนษย์ต่อไป เพื่อดูขนาดรับประทานที่เหมาะสมและปลอดภัย สรุป จากข้อมูลปัจจุบันยังคงแนะนำให้รับประทานฟ้าทะลายโจรเมื่อเริ่มมีอาการ ไข้ เจ็บคอ โดยสามารถรับประทานควบคู่กับยาแผนปัจจุบันได้ แต่หากรับประทานแล้ว 3 วัน อาการไข้และเจ็บคอยังไม่ดีขึ้นแนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร โดยยังต้องทำการศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยสำหรับการรับประทานฟ้าทะลายโจรติดต่อกันเพื่อการป้องกันโรค ฟ้าทะลายโจรตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทยจะไม่แนะนำให้รับประทานติดต่อกันมากกว่า 7 วัน เนื่องจากเป็นยาเย็นอาจมีผลให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ท้องผูก ท้องอืด แขนขาชาหรืออ่อนแรงได้ นอกจากนี้ยังมีข้อห้ามใช้และข้อควรระวัง ได้แก่ ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร ห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติแพ้ฟ้าทะลายโจร ระวังการใช้ร่วมกับยากลุ่มต้านการจับตัวของเกล็ดเลือดและลิ่มเลือด ห้ามใช้ในผู้ป่วยติดเชื้อ Streptococcus group A แหล่งอ้างอิง 1) BBC News Thai. (2020, April 19). Retrieved from ลิงค์ 2) Committee on Herbal Medicinal Products. (2014). Assessment report on Andrographis paniculata Nees, folium. European Medicines Agency. 3) FA THALAI CHON. (2015). Journal of Thai Traditional & Alternative Medicine, 265-270. 4) การแพทย์แผนไทยประยุกต์ศิริราช. (5 Febuary 2020). โรงพยาบาลศิริราช. เข้าถึงได้จาก ลิงค์ 5) รศ.ดร.ภญ.นพมาศ สุนทรเจริญนนท์. (2020). ฟ้าทะลายโจร สามารถนำมาใช้ในสถานการณ์ COVID-19 ระบาด ได้จริงหรือ? สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. 6) ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล. (13 April 2020). ความรู้แผนไทย. เข้าถึงได้จาก ลิงค์
อากาศเปลี่ยนทีไร ทำเราป่วยทุกที

ฮัดชิ้ว! ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย มลพิษทางอากาศก็เยอะ จนหลายคนต้องล้มป่วยเพราะร่างกายปรับตัวไม่ทัน ส่งผลให้เกิดอาการแพ้อากาศ คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอจามอยู่บ่อย ๆ และยังเป็นไข้กันอีก การรับประทานยาเพื่อบรรเทาอาการภูมิแพ้กำเริบ รวมถึงอาการจากโรคหวัด ภูมิแพ้ มีน้ำมูก ให้รับประทานยาแก้แพ้(Anti-histamine) โดยยาแก้แพ้รุ่นที่ 1 จะสามารถบรรเทาอาการทั้งน้ำมูกไหลและแก้คัดจมูกร่วมด้วยแต่มีผลทำให้ง่วงซึม ไอเนื่องจากหวัด หากมีอาการไอแห้งให้รับประทานยาที่ออกฤทธิ์กดศูนย์ควบคุมการไอ แต่ถ้ามีเสมหะร่วมด้วยสามารถรับประทานยากดศูนย์ควบคุมการไอควบคู่กับยาแก้ไอแบบมีเสมหะ หรือจิบน้ำอุ่นบ่อย ๆ เพื่อช่วยละลายเสมหะ มีไข้ ตัวร้อน สามารถใช้ตัวยาParacetamol ซึ่งเป็นยาลดไข้ที่ไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร หลายครั้งการป่วยเป็นหวัด จะมีหลายอาการเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันสามารถเลือกยาที่พัฒนาในรูปแบบตัวยาผสม เพื่อให้สะดวกต่อการรับประทานยารวมถึงขนาดของตัวยาสำคัญต่อเม็ด โดยเฉพาะเด็กอายุ ต่ำกว่า 12 ปี ซึ่งต้องคำนวณขนาดของตัวยาบาง ตัวตามน้ำหนักตัว เพื่อให้ได้รับยาในขนาดที่เหมาะสมนอกจากนี้รูปแบบยาที่แตกต่างกัน เช่น ยารูปแบบแคปซูลนิ่ม ซึ่งภายในจะบรรจุตัวยาเป็นของเหลว จะช่วยให้การดูดซึมเพื่อออกฤทธิ์ได้รวดเร็วกว่ารูปแบบยาเม็ดอย่าลืมคอยสังเกตตัวเอง และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น ควัน สารเคมีต่าง ๆหรือ อาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ รวมถึงใช้น้ำเกลือทำความสะอาดโพรงจมูกเป็นประจำและที่สำคัญควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนใช้ยา ด้วยความห่วงใยจากบริษัท แมคโครฟาร์ #MacroPhar