Macrophar

เคล็ดลับดูแลสุขภาพในอากาศหนาว พร้อมเสริมสร้างด้วยซิงค์

เมื่อลมหนาวพัดมา อุณหภูมิที่ลดลงไม่เพียงแต่ทำให้เรารู้สึกหนาวสั่น แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพของเราในหลายด้าน ทั้งผิวพรรณ ระบบทางเดินหายใจ และระบบภูมิคุ้มกัน การดูแลสุขภาพในช่วงอากาศหนาวจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรงและป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ บทความนี้จะนำเสนอแนวทางการดูแลสุขภาพในอากาศหนาวอย่างครอบคลุม พร้อมทั้งแนะนำอาหารที่ควรเสริม การรักษาอุณหภูมิร่างกายให้อบอุ่นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในช่วงอากาศหนาว เพราะร่างกายจะสูญเสียความร้อนได้ง่ายกว่าปกติ การปฏิบัติตนเพื่อรักษาความอบอุ่นของร่างกาย ได้แก่ อากาศที่แห้งและเย็นในช่วงหน้าหนาว มักทำให้ผิวแห้ง แตก และระคายเคือง การดูแลผิวพรรณจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันปัญหาผิวต่างๆ ในช่วงอากาศหนาว โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ และโรคปอดบวม มักจะแพร่ระบาดได้ง่าย การดูแลระบบทางเดินหายใจจึงมีความสำคัญ ระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงอากาศหนาว การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันสามารถทำได้โดย การดูแลสุขภาพในอากาศหนาวเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรงและป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ การปฏิบัติตนเพื่อรักษาความอบอุ่นของร่างกาย การดูแลผิวพรรณ การดูแลระบบทางเดินหายใจ และการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เป็นสิ่งสำคัญที่ควรปฏิบัติควบคู่กันไป การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหารที่มีซิงค์สูง หรือการเสริมด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีซิงค์ จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง พร้อมรับมือกับอากาศหนาว

ดูแลหัวใจ เติมพลังให้ร่างกายด้วย D’LeVer Co Q-10 เพื่อสุขภาพที่ดี

โคเอนไซม์คิวเท็น (CoQ10) หรือที่รู้จักกันในชื่อยูบิควิโนน (Ubiquinone) เป็นสารประกอบที่พบได้ตามธรรมชาติในร่างกายมนุษย์ ทำหน้าที่สำคัญในกระบวนการผลิตพลังงานของเซลล์ เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงที่หล่อเลี้ยงเซลล์ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แหล่งที่มาของโคเอนไซม์คิวเท็น ร่างกายมนุษย์สามารถผลิตโคเอนไซม์คิวเท็นได้เองตามธรรมชาติ แต่ปริมาณการผลิตจะลดลงตามวัย นอกจากนี้ยังสามารถพบโคเอนไซม์คิวเท็นได้ในอาหารบางชนิด เช่น ข้อควรระวัง:

D’LeVer Apple cider vinegar คุมหิว อิ่มนาน ประโยชน์เต็มเม็ด

แอปเปิ้ลไซเดอร์ หรือ น้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์วีนีการ์ (Apple Cider Vinegar) คือ น้ำส้มสายชูที่เกิดจากการหมักแอปเปิ้ลสดในถังไม้ (น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ลบด) โดยไม่ผ่านกระบวนการให้ความร้อนและกรอง จึงยังคงเอนไซม์ และแร่ธาตุจากธรรมชาติไว้อย่างครบถ้วน กำลังเป็นที่นิยมมากในต่างประเทศ มีคุณสมบัติเป็นกรดประมาณ 5% มีกลิ่นที่ฉุน และลักษณะเป็นน้ำสีเหลืองใส คล้ายสีชา มีรสชาติเปรี้ยวจัดมีเส้นใยบาง ๆ ลอยอยู่ มีธาตุอาหารกว่า 30 ชนิด และวิตามิน 6 ชนิด มีกรดอะมิโน ที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย เพราะร่างกายไม่สามารถผลิตเองได้ และมีส่วนประกอบของธาตุโพแทสเซียมสูง เป็นแร่ธาตุที่มีส่วนช่วยในการแบ่งเซลล์ สามารถลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้ เป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนัก ช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์ หากขาดธาตุนี้จะทำให้เซลล์เสื่อมสภาพ มีผลทำให้ผมหงอก แก่เร็ว เป็นต้น สารสำคัญเด่นใน Apple Cider Vinegar อีกตัวคือ เพคติน ซึ่งเป็นไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ สามารถดูดซับน้ำตาลและไขมันไม่ให้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยให้การเผาผลาญไขมัน คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบัน Apple Cider Vinegar กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มคนรักสุขภาพกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากประโยชน์ทางด้านสุขภาพของมันที่มีมากมายไม่ว่าจะเป็นช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ ลดคอเลสเตอรอล หรือแม้กระทั่งช่วยบำรุงผิว ซึ่ง Apple Cider Vinegar เป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติทำให้กลุ่มคนที่ชอบรักษารูปร่าง นักกีฬา หันมาสนใจกันอย่างแพร่หลาย และได้ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์อาหารเสริม 1.ช่วยลดความอยากอาหาร จะทำให้ลดอัตราการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินในกระแสเลือดที่เป็นฮอร์โมนทำให้เกิดความหิว และเมื่ออินซูลินหลั่งน้อยลง จึงทำให้ลดความอยากอาหารได้2.ช่วยระบบย่อยอาหาร มีส่วนช่วยทำให้ระบบการย่อยโปรตีนในกระเพาะอาหารทำงานได้ดีขึ้น เนื่องจากมีความเป็นกรด จึงทำปฏิกิริยากับโปรตีนในการช่วยย่อยได้ดี และเข้าไปช่วยระบบย่อยอาหารทำลายแบคทีเรียไม่ดี เป็นสาเหตุทำให้ท้องเสียหรือท้องผูกอีกด้วย นอกจากนี้ยังลดอาการท้องผูก ท้องอืด แน่นท้อง ที่เกิดจากอาหารไม่ย่อย3.ช่วยให้ผิวแข็งแรงกระจ่างใสและช่วยลดสิว มีกรดอะซิติกที่มีคุณสมบัติต้านเชื้อรา ต้านแบคทีเรีย และต้านไวรัส จึงทำให้ผิวแข็งแรง นอกจากนี้ปริมาณกรดอัลฟ่าไฮดรอกซีใน ACV จะช่วยส่งเสริมการผลิตคอลลาเจน ขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ส่งผลให้ผิวใส และมีสุขภาพผิวที่ดี4.ช่วยดีท็อกซ์สารพิษในร่างกาย มีคุณสมบัติเป็นยาปฏิชีวนะ ทำหน้าที่เป็นยาฆ่าเชื้อโรค และทำลายแบคทีเรียตัวร้ายที่ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ช่วยดีท็อกซ์และช่วยทำความสะอาดระบบทางเดินอาหาร ช่วยกระตุ้นกระบวนการล้างพิษตามธรรมชาติของร่างกาย โดยเฉพาะการขับสารพิษของตับ5.ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ลดการเกิดผมหงอก มีสารโพแทสเซียมสูงซึ่งมีส่วนช่วยในการแบ่งเซลล์ของร่างกาย ทำให้ร่างกายซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้รวดเร็ว ช่วยชะลอความแก่ของเซลล์ ดังนั้นจึงช่วยชะลอความชรา ช่วยลดอาการผมร่วงและลดการเกิดผมหงอกได้อีกด้วย6.ช่วยบำรุงระบบทางเดินปัสสาวะ มีส่วนช่วยในการลดการเติบโตของเชื้อแบคทีเรียก่อโรค E.Coli ที่ก่อให้เกิดการอักเสบในทางเดินปัสสาวะได้โดยการทำให้ระบบทางเดินปัสสาวะมีสภาพเป็นกรดมากขึ้น7.ช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดลดการเกิดโรคเบาหวานและเร่งการเผาผลาญไขมัน มีสารสำคัญที่ช่วยสามารถปรับปรุงการตอบสนองต่ออินซูลิน ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้หลังรับประทานอาหารและเร่งการเผาผลาญไขมัน มีสาระสำคัญ คือ เพคติน ซึ่งเป็นไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ สามารถดูดซับน้ำตาลและไขมัน ไม่ให้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจึงส่งผลทำให้ช่วยลดความดันโลหิตได้ ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวันการรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมคือวันละ 2 ช้อนชาหรือน้อยกว่า ด้วยการผสมกับน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้ แต่หากรับประทานชนิดเม็ด ขนาดที่แนะนำคือ 600-1,200 มิลลิกรัม (ปริมาณที่อย. อนุญาตให้รับประทาน/วัน) การรับประทานน้ำ Apple Cider Vinegar ก็อาจเป็นเรื่องยากของใครหลายๆ คนที่ไม่ชอบกลิ่น และรสเปรี้ยวจัด จึงทำให้ ACV ถูกนำมาประยุกต์ในวงการอาหารเสริมต่างๆ โดยทำออกมาในรูปแบบที่รับประทานง่าย โดยทำเป็นผงชงดื่มรสชาติต่างๆ แคปซูล เม็ดตอก หรือผสมกับสารสกัดจากสมุนไพรอื่นๆ เพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพหรือเสริมสรรพคุณในด้านเฉพาะตัวของมัน เพื่อเป็นตัวเลือกของผู้บริโภคหลายๆ ประเภท

ดื่มมาหนัก แต่ไม่อยากแฮงค์ต้องพกซองนี้ D’LeVer QQ Min

จบงานปาร์ตี้หรือช่วงเทศกาลทีไร เป็นต้อง เมาค้าง ทุกที แต่สำหรับนักปาร์ตี้แล้ว บรรยากาศในวงเหล้า เคล้าเสียงเพลง และสังคมหมู่เพื่อน คือ เสน่ห์อย่างหนึ่งของการสังสรรค์มากกว่ารสชาติของแอลกอฮอล์ขมๆ เสียอีก เมื่อความสนุกสนานเริ่มขึ้น แอลกอฮอล์จะช่วยเติมเต็มให้ค่ำคืน หอมหวนและอบอวลไปด้วยความสุขเพราะแอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง และคลายกล้ามเนื้อ เมื่อได้รับปริมาณเล็กน้อยจึงช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย แอลกอฮอล์ ส่งผลต่อร่างกายของเราอย่างไร ? แอลกอฮอล์มีชื่อทางเคมีว่า  Ethanol หรือ Ethyl Alcohol จัดเป็นสารกดประสาทชนิดหนึ่ง เมื่อดื่มไปแล้ว ร่างกายเราจะทำทุกวิถีทางที่จะกำจัดออกไป  แต่ผลกระทบอาจจะไม่ใช่แค่รอตับกำจัดแค่นั้น แต่ระหว่างที่รอ แอลกอฮอล์จะส่งผลมากมายต่อร่างกาย  เมื่อแอลกอฮอล์เดินทางไปยังกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก เพื่อดูดซึมเข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือด ตับอ่อนจะหลั่งฮอร์โมนอินซูลินออกมา หากว่าเราปล่อยให้ท้องว่าง ระดับน้ำตาลในเลือดจะน้อยอยู่แล้วเป็นทุนเดิม หากเผลอดื่มแอลกฮอล์ไปทีละมากๆ จะยิ่งถูกฮอร์โมนอินซูลินออกมาขโมยน้ำตาลในเลือดให้ต่ำลง จึงเกิดอาการคล้ายน้ำตาลตก และจะเริ่มมีอาการมึนๆ งงๆ ตามมา และมึนเมาได้ไวกว่าคนที่รองท้องมาด้วยอาหาร หรือทานของแกล้มไปด้วย  เมาค้างหรืออาการแฮงค์ (Hang Over) คือกลุ่มอาการไม่พึงประสงค์จากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป โดยอาการเมาค้างจะเกิดขึ้นเมื่อระดับแอลกอฮอล์ในเลือดลดลงซึ่งตรงกับช่วงเช้าอีกวันหลังจากที่ดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักในคืนก่อน ทั้งนี้ ชนิดของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และปริมาณที่ดื่มเข้าไปก็ส่งผลให้เกิดอาการเมาค้างที่แตกต่างกัน หากร่างกายได้รับปริมาณแอลกอฮอล์มาก ก็จะทำให้เกิดอาการเมาค้างมากขึ้นตามไปด้วย สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการเมาค้างคือการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ ระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง และเกิดอาการอักเสบในร่างกาย บางคนสามารถเกิดอาการเมาค้างได้แม้ดื่มไม่มาก ส่วนบางคนอาจต้องดื่มในปริมาณมากถึงจะเกิดอาการ โดยปริมาณแอลกอฮอล์ที่ได้รับเข้าไปนั้นส่งผลต่อการทำงานของร่างกาย และทำให้เกิดอาการเมาค้างต่าง ๆ ดังนี้ 1.ผลิตน้ำปัสสาวะมาก เมื่อดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เข้าไป แอลกอฮอล์จะกระตุ้นร่างกายให้ผลิตน้ำปัสสาวะมาก ทำให้ผู้ดื่มต้องปัสสาวะบ่อยกว่าปกติจนนำไปสู่ภาวะขาดน้ำ ซึ่งมักปรากฏออกมาเป็นอาการกระหายน้ำ เวียนศีรษะ และมึนศีรษะ2.เกิดการอักเสบของร่างกาย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางอย่างทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบ และส่งผลต่อสารเคมีในสมองที่เรียกว่า สารสื่อประสาท ซึ่งทำให้ไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ มีปัญหาเกี่ยวกับความจำ มีความอยากอาหารลดลง หรือรู้สึกเบื่อกิจกรรมที่ทำอยู่เป็นปกติ3.ระคายเคืองผนังกระเพาะอาหาร ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะกระตุ้นการสร้างกรดในกระเพาะอาหารให้เพิ่มขึ้น รวมทั้งทำให้ย่อยอาหารได้ยาก ซึ่งส่งผลให้ผู้ดื่มมักปวดท้อง คลื่นไส้ และอาเจียน4.ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มักมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดลงมากเกินไป จะทำให้เกิดอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย ตัวสั่น อารมณ์แปรปรวนไม่มั่นคง รวมทั้งเกิดอาการชักขึ้นได้5.หลอดเลือดขยาย หากหลอดเลือดในร่างกายขยายออกอันเป็นผลจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะทำให้ผู้ดื่มรู้สึกปวดศีรษะได้6.นอนหลับไม่เพียงพอ ฤทธิ์แอลกอฮอล์ส่งผลต่อประสิทธิภาพการนอนหลับ เนื่องจากแอลกอฮอล์ส่งผลต่อสารสื่อประสาท ทำให้ผู้ดื่มอาจนอนหลับไม่สนิทหรือนอนหลับไม่เพียงพอ ซึ่งทำให้เกิดอาการเพลีย เดินเซ และเหนื่อยล้า 1.ขิง มีฤทธิ์ในการบรรเทาอาการคลื่นไส้ ช่วยทำให้ฟื้นจากอาการปวดหัว และยังช่วยระบบขับถ่ายเอาแอลกอฮอล์ออกมาอีกด้วย เพียงแค่เตรียมน้ำขิงร้อนๆผสมน้ำผึ้งหรือน้ำมะนาว โดยนำน้ำผึ้ง 1 ถ้วย ผสมกับน้ำร้อนแล้วคนให้เข้ากัน2.ขมิ้นชัน มีฤทธิ์ไปเพิ่ม ALDH ช่วยกำจัดสารพิษที่เกิดจากแอลกอฮอล์, ลดระดับแอลกอฮอล์และสารพิษที่เกิดจากแอลกอฮอล์ (Acetaldehyde) ในเลือดได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดระดับเอนไซม์ตับ (ALT, AST, ALP) ได้อีกด้วย3.โกจิ เบอรี่ เป็นสารอาหารที่ช่วยบำรุงตับ ช่วยกระตุ้นเอนไซม์ ALDH ช่วยให้ตับขับสารพิษได้ดีขึ้น ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระเพื่อปกป้องตับจากการเกิดผังผืดที่ตับและตับแข็ง 4.แดนดิไลออน มีฤทธิ์ช่วยบำรุงตับ โดยกระตุ้นการสร้างน้ำดีที่ตับและเพิ่มการไหลน้ำดีไปยังถุงน้ำดี กระตุ้นการหดตัวและการคลายตัวของถุงน้ำดี ในขณะเดียวกันรากของแดนดิไลอ้อนมีสารโคลีนปริมาณสูง ส่งผลทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตับและถุงน้ำดี ทำให้ภาวะโรคตับต่างๆ ดีขึ้น เช่น ท่อทางเดินน้ำดีอักเสบ, ตับอักเสบ, ดีซ่าน, ตับแข็ง5.โคลีน เป็นสารอาหารที่ช่วยบำรุงตับ ช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันไปสะสมที่ตับและป้องกันการเกิดไขมันพอกตับ ฟื้นฟูการทำงานของตับ ข้อควรรู้หนึ่งอย่างหลังดื่มเสร็จ หากมีอาการปวดหัวอย่ารับประทานยาเพื่อบรรเทาโดยทันที เพราะร่างกายมีปริมาณแอลกอฮอล์สะสมอยู่มาก เมื่อยาเจอกับแอลกอฮอล์อาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อตับได้ การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป นอกจากส่งผลกระทบต่อสมองแล้ว ยังผลต่อตับ เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดไขมันสะสมที่ตับ รวมทั้งเพิ่มโอกาสให้สารพิษที่ร่างกายได้รับมาสะสมในตับ หากดื่มบ่อยๆ อาจนำไปสู่ตับอักเสบ พังผืดที่ตับ ในที่สุด ก็จะกลายเป็นตับแข็งได้ หากไม่สามารถเลิกได้ ควรดื่มอย่างมีสติและพอประมาณ ไม่มากจนเกินไป นอกจากจะไม่ต้องเสียเวลาแก้เมาค้างแล้ว การเว้นวรรคให้ร่างกายได้พักผ่อนฟื้นฟูจะเป็นผลดีมากกว่า ที่สำคัญ หากเมาแล้วไม่ควรขับรถ ไม่ว่าจะดื่มมากหรือน้อยก็ตาม เพราะการขับรถทั้งที่มีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ในเลือด อาจทำให้ผลการตัดสินใจต่าง ๆ ลดลง และเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายด้วย สุขภาพที่ดี เรากำหนดได้เอง จากการดื่มอย่างมีสติและพอประมาณ

เลือกดื่มเกลือแร่ที่ใช่ ท้องเสีย VS ออกกำลังกาย ชดเชยน้ำให้ถูกวิธี

เกลือแร่เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น ควบคุมการไหลเวียนของน้ำ รักษาสมดุลกรด-ด่าง ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท เป็นต้นในชีวิตประจำวัน สามารถได้รับเกลือแร่จากอาหารต่างๆ เช่น เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ นม ไข่ เป็นต้น บางครั้งร่างกายก็อาจสูญเสียเกลือแร่ได้มากขึ้น เช่น จากการเสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย จากการอาเจียนหรือท้องเสีย เป็นต้น การเลือกดื่มเกลือแร่ทดแทนให้เหมาะสมกับสภาวะของร่างกายนั้นสำคัญเป็นอย่างมาก เกลือแร่คืออะไร ? “เกลือแร่” คือ แร่ธาตุที่ช่วยทดแทนการสูญเสียน้ำและแร่ธาตุต่างๆ มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มพลังงาน แร่ธาตุและน้ำในร่างกาย โดยในแต่ละวันร่างกายต้องการเกลือแร่ในปริมาณเพียงเล็กน้อยเพื่อทำให้ร่างกายของเราทำงานได้อย่างเป็นปกติ  เกิดอะไรขึ้น…หากขาดสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย ? การขาดสมดุลเกลือแร่สามารถพบได้ในคนที่สูญเสียน้ำในร่างกายมาก เช่น เสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย อาเจียนหรือท้องเสีย เป็นต้น หากร่างกายเสียสมดุลเกลือแร่ในปริมาณมาก อาจมีอาการแสดงเพียงเล็กน้อย หรืออาจรุนแรงจนก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ ตัวอย่างอาการแสดงต่าง ๆ ได้แก่ ไม่มีแรง ปากแห้ง ปากซีด ผิวแห้ง ปัสสาวะน้อยผิดปกติ หรืออาจถึงขั้นหัวใจเต้นผิดปกติ เป็นต้น การชดเชยการสูญเสียน้ำโดยการรับประทานเกลือแร่ทดแทน เพื่อป้องกันการเสียสมดุลเกลือแร่ในร่างกายจึงเป็นสิ่งที่สำคัญและไม่ควรมองข้าม เกลือแร่ทดแทน มีกี่ประเภท ? 1.เกลือแร่สำหรับออกกำลังกายการออกกำลังกายเป็นกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายเสียเหงื่อ ซึ่งอาจทำให้ร่างกายสูญเสียเกลือแร่ได้ โดยเฉพาะโซเดียม โพแทสเซียม และคลอไรด์ การสูญเสียเกลือแร่เหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เป็นต้น เกลือแร่สำหรับออกกำลังกายจึงมีส่วนประกอบของเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยมักมีปริมาณโซเดียม โพแทสเซียม และคลอไรด์ สูง เพื่อทดแทนเกลือแร่ที่สูญเสียไปจากการออกกำลังกาย2.เกลือแร่สำหรับดื่มตอนท้องเสียอาการท้องเสียมักเกิดจากการติดเชื้อในทางเดินอาหาร ซึ่งอาจทำให้ร่างกายสูญเสียเกลือแร่ โดยเฉพาะโซเดียม โพแทสเซียม และคลอไรด์ การสูญเสียเกลือแร่เหล่านี้อาจทำให้อาการท้องเสียรุนแรงขึ้น เกลือแร่สำหรับดื่มตอนท้องเสียจึงมีส่วนประกอบของเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยมักมีปริมาณโซเดียม โพแทสเซียม และคลอไรด์ สูง เพื่อทดแทนเกลือแร่ที่สูญเสียไปจากอาการท้องเสีย เกลือแร่ทั้ง 2 ชนิดสามารถใช้ทดแทนกันได้หรือไม่ ? “ไม่แนะนำ” ให้ผู้ที่มีอาการท้องเสียดื่มเกลือแร่ทดแทนสำหรับการออกกำลังกาย เนื่องจากร่างกายจะสูญเสียน้ำและแร่ธาตุอย่างฉับพลันจากภาวะท้องเสียหรืออาเจียน ซึ่งควรได้รับการทดแทนในทันที แตกต่างจากการออกกำลังกายที่ร่างกายสูญเสียน้ำและน้ำตาลเป็นหลักและเสียแร่ธาตุในปริมาณที่น้อยมาก โดยเกลือแร่สำหรับผู้ออกกำลังกายจะมีปริมาณน้ำตาลที่มากกว่า หากผู้ป่วยท้องเสียดื่มเกลือแร่สำหรับออกกำลังกาย น้ำตาลที่มีปริมาณสูงในเครื่องดื่มจะดึงเอาน้ำเข้าสู่ทางเดินอาหารเพิ่มมากขึ้นทำให้ลำไส้บีบตัวและส่งผลให้เกิดอาการท้องเสียมากขึ้นอีกในเวลาต่อมา*แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ เภสัชกรในการเลือกรับประทานเกลือแร่ทดแทนที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับภาวะร่างกายต่าง ๆ ได้

Office Syndrome โรคยอดฮิตที่เกิดได้กับทุกคน

✓ Checklist Office Syndrome คุณมีอาการเหล่านี้หรือไม่?     1.นั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ อย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อวัน     2.ระหว่างทำงาน จะรู้สึกปวดเมื่อยบริเวณต้นคอ บ่า ไหล่ สะบัก และหลัง     3.มีก้อนกล้ามเนื้อเกิดขึ้น     4.เมื่อกดไปจุดที่เจ็บ จะมีอาการร้าวไปตามกล้ามเนื้อ     5.มีการตึงของกล้ามเนื้อ เมื่อหันหรือยกแขนจะทำได้ลำบาก     6.เมื่อเกิดอาการปวดต้องกินยาแก้ปวด หรือไปนวดเพื่อให้หายปวด รู้หรือไม่อาการออฟฟิศซินโดรมไม่ได้เป็นแค่ในกลุ่มคนทำงานประจำ แต่สามารถเป็นได้ทั้งนักเรียน นักศึกษา นักกีฬา หรืออาชีพอื่น ๆ ที่ใช้กล้ามเนื้อมัดเดิม ๆ ก็สามารถทำให้เป็นโรคออฟฟิศซินโดรมได้  มาทำความรู้จักกับ ‘โรคออฟฟิศซินโดรม’ ว่าเกิดจากอะไร เป็นแล้วมีอาการผิดปกติอย่างไร และสามารถรักษาให้หายได้ด้วยวิธีใดบ้าง ตามไปดูเรื่องราวของโรคสุดฮอตฮิตนี้กันเลย ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) จัดอยู่ในกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด (Myofascial Pain Syndrome) ซึ่งมักเกิดจากการที่ต้องใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำไปมา เป็นระยะเวลานานและต่อเนื่อง โดยผลของมันจะทำให้กล้ามเนื้อเกิดการอักเสบ ตลอดจนปวดเมื่อยตามอวัยวะส่วนอื่น ๆ ไล่ลงมาตั้งแต่คอ หลัง บ่า ไหล่ แขน หรือแม้กระทั่งบริเวณข้อมือก็ไม่เว้น ซึ่งหากผู้ที่พบว่ามีอาการของโรคออฟฟิศซินโดรม แต่ไม่ทำการรักษาตัวในทันทีที่พบ อาการอาจทรุดหนักลงและลุกลามจนผู้ป่วยมีอาการปวดชนิดเรื้อรังก็เป็นได้ สาเหตุของการเกิดโรคออฟฟิศซินโดรม โดยส่วนมากอาการปวดกล้ามเนื้อจากโรคออฟฟิศซินโดรม มักพบได้บ่อยในคนทำงานออฟฟิศเป็นหลัก นั่นเพราะพฤติกรรมการทำงานที่ต้องนั่นจดจ่ออยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานจนลืมตัว โดยแทบจะไม่มีการขยับตัวปรับเปลี่ยนอิริยาบถใด ๆ หรือลุกขึ้นเดินไปไหนมาไหนเลย ซึ่งนี่เป็นผลทำให้กล้ามเนื้อมัดต่าง ๆ เกิดอาการยึดเกร็งและอักเสบในเวลาต่อมา อาการแบบไหน เสี่ยง! “ออฟฟิศซินโดรม” ปวดกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่ง มักมีอาการปวดแบบว้างๆ ๆไม่สามารถชี้จุดหรือระบุตำแหน่งที่ปวดได้อย่างชัดเจน เช่น คอ บ่า ไหล่ สะบัก ปวดศีรษะเรื้อรัง หรือในบางครั้งมีอาการปวดหัวไมเกรนร่วมด้วย ซึ่งมีสาเหตุมาจากความเครียดหรือการที่ใช้สายตาเป็นระยะเวลานาน ปวดหลังเรื้อรัง เป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคออฟฟิศซินโดรม เนื่องจากการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมง นั่งไม่ถูกท่า นั่งหลังค้อม อาจทำให้กล้ามเนื้อต้นคอ เมื่อย เกร็งอยู่ตลอด รวมถึงงานที่ต้องยืนนานๆ โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่ใส่ส้นสูง ปวดตึงที่ขา หรือเหน็บชา อาการชาเกิดจากการนั่งนานๆ ทำให้เส้นเลือดดำถูกกดทับและส่งผลให้เลือดไหลเวียนผิดปกติ ปวดตา ตาพร่า เนื่องจากต้องมีการมองหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ หรือใช้สายตาอย่างหนักเป็นเวลานาน มือชา นิ้วล็อค ปวดข้อมือ เพราะการใช้คอมพิวเตอร์จับเมาส์ในท่าเดิมๆ นาน ทำให้กล้ามเนื้อกดทับเส้นประสาทและเส้นเอ็นจนอักเสบ เกิดพังผืดทำให้ปวดปลายประสาท นิ้วหรือข้อมือล็อคได้ แก้อาการออฟฟิศซินโดรมแบบเร่งด่วน !! การยืดกล้ามเนื้อในขณะกำลังทำงานเป็นระยะ ๆ แบ่งเป็นการยืดเพื่อคลายกล้ามเนื้อส่วนบน และกล้ามเนื้อส่วนล่าง โดยมักจะเน้นกล้ามเนื้อที่เกิดอาการปวดบ่อย ๆ ในกลุ่มคนที่ทำงานออฟฟิศ การนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หรือถ้าไม่มีเวลาสามารถใช้สเปรย์แก้ปวดใช้บรรเทาอาการได้ รับประทานยาแก้ปวด การป้องกันการเกิดออฟฟิศซินโดรม ออกกำลังกายด้วยท่าที่เหมาะสมกับอาการ เช่น การยืดกล้ามเนื้อให้เกิดความยืดหยุ่น การออกกำลังเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ โดยต้องอาศัยความใส่ใจและความสม่ำเสมอ ปรับสภาพแวดล้อมในการทำงาน เช่น ปรับระดับความสูงของโต๊ะและเก้าอี้ ให้สามารถนั่งทำงานในท่าที่สบาย ปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานกล้ามเนื้อให้เหมาะสม เช่น ในระหว่างทำงานควรมีการยืดเหยียดหรือเปลี่ยนอิริยาบถเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้ออย่างน้อยทุก ๆ 1 ชั่วโมง แนวทางการรักษาออฟฟิศซินโดรม สามารถเริ่มได้ที่ตัวเราเอง ด้วยการปรับพฤติกรรมตัวเองเสียใหม่ ลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม พยายามพักผ่อน ยืดเหยียดบริหารกล้ามเนื้อบ้าง และจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการทำงาน เสาะหาวิธีลดความเครียดหรือลดการทำงานหนัก ซึ่งจะเป็นแนวทางการป้องกันที่ยั่งยืนที่สุด

เช็กอาการ ลูกเป็นโรคสมาธิสั้น หรือแค่ซน?

สมาธิสั้น Attention-Deficit/Hyperactivity Disorder (ADHD) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของสมอง ลักษณะอาการที่สังเกตุง่าย อาทิ ขาดสมาธิ วู่วาม หุนหันพลันแล่น มีอาการซน อยู่ไม่นิ่ง ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลกระทบต่อการเรียน การทำงานและการเข้าสังคม เด็กบางคนมีอาการซนและหุนหันพลันแล่นเป็นอาการเด่น แต่บางคนมีอาการขาดสมาธิเป็นอาการเด่น โรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder-ADHD) โรคสมาธิสั้น คือ กลุ่มอาการที่ประกอบด้วยการขาดสมาธิ  ควบคุมตนเองต่ำ  และซุกซน อยู่ไม่นิ่ง อาการเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนอายุ 7 ขวบ ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม อารมณ์ การเรียน และการปรับตัวเข้าสังคม อาการของเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน บางรายมีอาการซน อยู่ไม่นิ่ง และ ควบคุมตนเองต่ำเป็นอาการหลัก  บางคนอาจจะมีอาการขาดสมาธิเป็นปัญหาหลัก สำหรับเด็กๆ ที่มีอาการของโรคซนสมาธิสั้น จะมีความผิดปกติของพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับอายุและระดับพัฒนาการ โดยมักมีอาการแสดงก่อนช่วงอายุ 7 ปี และมีอาการแสดงอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 6 เดือน โดยแบ่งอาการออกเป็นดังนี้ สาเหตุของโรคสมาธิสั้น เกิดจากความบกพร่องของสารเคมีที่สำคัญบางตัวในสมอง  โดยมีกรรมพันธุ์เป็นปัจจัยที่สำคัญ  ปัจจัยจากการเลี้ยงดูหรือสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงปัจจัยที่ทำให้อาการหรือความผิดปกติดีขึ้นหรือแย่ลง  มารดาที่ขาดสารอาหาร ดื่มสุรา สูบบุหรี่ หรือถูกสารพิษบางชนิด เช่น ตะกั่ว ในระหว่างตั้งครรภ์ จะมีโอกาสมีลูกเป็นโรคสมาธิสั้นสูงขึ้น 30-40% ของเด็ก สมาธิสั้น จะพบความบกพร่องในทักษะการเรียน (learning Disorders) ร่วมด้วย ประมาณ 20-30% ของเด็กสมาธิสั้นมีโอกาสหายเมื่อเข้าวัยรุ่น เรียนหนังสือหรือทำงานได้โดยไม่ต้องใช้ยา แต่ส่วนใหญ่ของเด็กสมาธิสั้นจะยังคงมีความบกพร่องของสมาธิอยู่  ดูเหมือนจะซนน้อยลง  ซึ่งจะเป็นผลต่อการศึกษาต่อการงาน และการเข้าสังคมกับผู้อื่น  สมควรได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง การรักษาโรคสมาธิสั้นในเด็ก การให้ความรู้ในการดำเนินโรคและข้อจำกัดของเด็กแก่พ่อแม่และคุณครู การรักษาทางยา การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการช่วยเหลือทางด้านจิตใจสำหรับเด็กและครอบครัว การช่วยเหลือทางด้านการเรียน ข้อแนะนำสำหรับครูในการช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้น จัดให้เด็กนั่งหน้าหรือใกล้ครูให้มากที่สุดในขณะสอน จัดให้เด็กนั่งให้ไกลจากประตู หน้าต่าง เขียนการบ้านหรืองานที่เด็กต้องทำในชั้นเรียนให้ชัดเจนบนกระดานดำ ตรวจสมุดจดงานของเด็กเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กจดงานได้ครบ อย่าสั่งงานให้เด็กทำ พร้อมกันทีเดียวหลายอย่าง ให้เด็กทำงานเสร็จทีละอย่าง ก่อนให้คำสั่งต่อไป คิดรูปแบบวิธีเตือนหรือเรียกให้เด็กกลับมาสนใจบทเรียนโดยไม่ให้เด็กเสียหน้า เพิ่มงานที่ใช้แรงสำหรับกลุ่มที่อยู่ไม่นิ่ง เช่น เพิ่มเวลาเล่นกีฬา มอบหมายหน้าที่ให้ลบกระดาน ช่วยครูแจกงาน ให้ทำกิจกรรมที่ใช้แรง ให้เป็นนักกีฬาวิ่งเร็ว เป็นต้น ชมหรือรางวัลเมื่อเด็กทำตัวดีหรือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ทันที หลีกเลี่ยงการตำหนิ ว่ากล่าวรุนแรง หรือทำให้อาย ขายหน้า หรือการลงโทษทางร่างการ(ตี)เมื่อเด็กทำผิด เมื่อเด็กทำผิดพลาด ควรใช้วิธีการตัดคะแนน งดเวลาพัก ทำเวร หรืออยู่ต่อหลังเลิกเรียน(เพื่อทำงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จ) ให้เวลากับเด็กนานขึ้นกว่าเด็กปกติระหว่างการสอบ 1. น้ำมันปลา ในน้ำมันปลามีโอเมก้า 3 สูง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของสมอง และยังช่วยลดอาการอักเสบ จากการศึกษาพบว่า การทานน้ำมันปลาวันละ 1,000 มิลลิกรัม ช่วยให้อาการสมาธิสั้นดีขึ้นได้ มีงานวิจัยที่ให้ข้อมูลว่า น้ำมันปลาจะช่วยทำให้อาการสมาธิสั้นในเด็ก (ADHD) ของเด็กๆ วัย 8-12 ปี ดีขึ้นได้ เพราะในน้ำมันปลามีโอเมก้า 3 นอกจากนี้ยังมีการทดลองให้เด็กๆ กินน้ำมันปลา และน้ำมันพริมโรส การทดลองพบว่า สามารถทำให้อาการสมาธิสั้นในเด็กอย่างเช่นอาการขาดความสนใจและความสามารถในการคิดอย่างรอบครอบของเด็กที่เป็นสมาธิสั้นวัย 7-12 ปีมีอาการดีขึ้นได้ นอกจากนี้น้ำมันปลายังช่วยเรื่องพฤติกรรม และช่วยเรื่องสมาธิในเด็กวัยต่ำกว่า 12 ปีอีกด้วย นอกจากเรื่องของสมาธิแล้ว ยังมีงานวิจัยที่ชี้ว่า น้ำมันปลาก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพของเด็กๆ โดยการทดลองในประเทศออสเตรเลีย แบ่งเด็กๆ วัย 1 เดือนถึง 6 เดือนเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้กินน้ำมันปลา ส่วนอีกกลุ่มได้กินยาหลอก (placebo) ที่ไม่ส่งผลใดๆ ต่อร่างกาย เมื่อเด็กทั้งสองกลุ่มอายุ 5 ขวบ ผลการวิจัยพบว่า เด็กที่ได้กินน้ำมันปลามีเอวเล็กกว่าเด็กที่ได้กินยาหลอก ซึ่งสมาคม American Heart Association กล่าวว่า การมีรอบเอวหนา หรือการมีไขมันสะสมที่เอวเยอะ จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ 2. วิตามิน B complex โดยเฉพาะในเด็กซึ่งต้องการวิตามิน บี มาก เพื่อช่วยในการสร้างเซราโทนิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิตามินบี 6 3. แร่ธาตุรวม แร่ธาตุรวมบางชนิดช่วยให้ประสาทผ่อนคลายลง เช่น การทานแคลเซียมวันละ 500 มิลลิกรัม แมกนีเซียม 250 มิลลิกรัม และซิงค์ 5 มิลลิกรัมต่อวัน 4. โพรไบโอติก โรคสมาธิสั้นอาจเกิดจากระบบการย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่ การทานโพรไบโอติกจึงอาจช่วยได้ แนะนำให้ทานวันละ 25–50 ล้านตัวต่อวัน 5. กาบ้า สารสกัดจากธรรมชาติที่ช่วยผ่อนคลายระบบประสาท แนะนำให้ทานวันละ 250 มิลลิกรัม ก่อนทานควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ เพราะกาบ้าอาจขัดขวางการทำงานของยาบางชนิดได้ การรับประทานอาหารมีประโยชน์ เน้นรับประทานให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน นอกจากนี้อาจเสริมวิตามินบำรุงร่างกาย โดยเฉพาะสมอง คุณพ่อคุณแม่สามารถเสริมสร้างพัฒนาการทางสมองให้ลูกได้ด้วย “D’LEVER FISH OIL MINI” ที่มี DHA เข้มข้นมากถึง 240 mg ซึ่งมีส่วนช่วยให้ลูกมีสมองที่ปลอดโปร่ง อารมณ์ดี และทำให้เขามีสมาธิมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างให้ลูกๆจากเด็กซนเป็นเด็กเก่งเเละฉลาด

ระวัง !! ของเล่นที่ลูกน้อยเอาของเข้าปากเป็นประจำ อาจทำให้ป่วยได้

ช่วงพัฒนาการของเด็กเล็กเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก เพราะเป็นช่วงที่สมองกำลังพัฒนา ทั้งด้านการเรียนรู้และด้านร่างกาย การเล่นของลูกจึงควรได้รับการส่งเสริมอย่างเต็มที่ เพราะนั่นคือ “จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ของลูก” ในช่วงนี้ก็มักจะมาพร้อมกับความวุ่นวายให้คุณพ่อคุณแม่ได้ปวดหัว โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ที่จะชอบมีพฤติกรรมหยิบของเข้าปาก ทำให้คุณพ่อคุณแม่เป็นกังวล กลัวว่าของที่เอาเข้าปากจะมีเชื้อโรคสกปรกหรือถ้าลูกน้อยกลืนลงไปก็จะเป็นอันตรายได้ ดังนั้นการทำความสะอาดของเล่นและการฆ่าเชื้อโรค ควรจัดอยู่ในรายการที่ต้องทำประจำเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกน้อย สาเหตุที่ลูกชอบเอาของเข้าปากนั้นเป็นพัฒนาการปกติตามวัย โดยเด็กแรกเกิด – 1.5 ปี จะเป็นช่วงวัยที่เรียนรู้จากปาก ซึ่งเด็กวัยนี้กำลังเริ่มเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว ลูกน้อยจะเรียนรู้จากการสัมผัส และสัมผัสที่เขาคุ้นเคยมากที่สุด เข้าใจมากที่สุดตั้งแต่เกิด ก็คือประสาทสัมผัสทางปาก เพราะเป็นช่องทางการเรียนรู้ทั้งเรื่องรสชาติ สัมผัสที่แตกต่าง ความแข็ง ความนุ่ม ซึ่งลูกจะมีความสุขจากกิจกรรมทางปาก เช่น การดูด การเคี้ยว การกัด อย่างการหยิบของเข้าปากหรือการอมนิ้วนั่นเอง  นอกจากนี้เด็กวัยนี้ ยังไม่รู้ว่าของแต่ละชิ้นเอาไว้ทำอะไร เมื่อคว้าได้ก็จะหยิบเข้าปากเป็นปกติ  ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้จริง ๆ แล้วส่วนหนึ่งก็เป็นไปตามพัฒนาการ ที่ลูกน้อยกำลังเริ่มเรียนรู้จากสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เพราะเขาอยากรู้ว่าของสิ่งนั้นมีสี สัมผัสแข็งหรืออ่อนอย่างไร นอกจากนั้นพฤติกรรมหยิบของเข้าปากก็ยังเป็นการฝึกประสาทสัมผัสระหว่างตากับกล้ามเนื้ออีกด้วย ควรทำความสะอาดของเล่นบ่อยแค่ไหน ? ควรทำทุกวัน สำหรับบ้านที่มีเด็กวัย 0-3 ขวบ ที่มักหยิบจับของเข้าปากตัวเอง หรือไม่ได้ล้างมือให้สะอาดแล้วนำมือมาหยิบอาหารเข้าปาก เชื้อโรคก็อาจเข้าสู่ร่างกายเด็กได้โดยง่าย และเด็กอายุมากกว่า 3 ขวบ ไม่ได้มีนิสัยเอาของเล่นใส่ปาก แนะนำให้ทำความสะอาดทุก 1-2 สัปดาห์ ยกเว้นกรณีจำเป็นที่ต้องทำความสะอาดของเล่นหรือฆ่าเชื้อโรคทันที  แยกประเภทของเล่นก่อนทำความสะอาด  ก่อนจะเริ่มทำความสะอาด ก็ต้องมาแยกประเภทของเล่นกันก่อน เพื่อให้ง่ายต่อการทำความสะอาด เพราะของเล่นแต่ละประเภทก็จะทำความสะอาดแตกต่างกันออกไป ดังนี้ 1.วิธีทำความสะอาดของเล่นที่ทำจากไม้ เช่น กล่องดนตรี รถลาก กล่องหยอดรูปทรงเรขาคณิต ม้าโยก นำผ้าสะอาดชุบน้ํา บิดให้หมาดก่อนนำไปเช็ดของเล่นไม้ ไม่ควรใช้ผ้าเปียกๆ เช็ดของเล่น หรือนำของเล่นไปล้างน้ำ เพราะน้ําจะซึมเข้าไปในเนื้อไม้ และก่อให้เกิดเชื้อรา เป็นอันตรายต่อเด็กได้ เมื่อเช็ดเสร็จให้นําของเล่นไปตากแดดหรือให้ลมโกรกจนแห้ง แล้วค่อยเก็บของเล่นให้เข้าที่ 2.วิธีทำความสะอาดของเล่นพลาสติก และของเล่นที่ทำจากยาง เช่น ลูกบอล ของเล่นเขย่า ล้างด้วยน้ําสบู่ หรือเช็ดด้วยผ้าชุบน้ำสะอาด สะบัดน้ำออกให้หมดก่อนที่จะนำไปผึ่งลมให้แห้งสนิท นำสำลีชุบแอลกอฮอล์ หรือทิชชู่เปียก มาเช็ดคราบฝังแน่น หรือแช่ของเล่นด้วยน้ำผสมสบู่เด็ก ก่อนจะล้างน้ำให้สะอาด  ใช้ผ้าสะอาดเช็ดของเล่น และผึ่งลมให้แห้ง การตากแดดนานๆ อาจทำให้วัสดุเสื่อมสภาพ 3.วิธีทำความสะอาดของเล่นที่ทำจากผ้า เช่น ตุ๊กตาผ้า โมบายห้อยแขวน นำของเล่นผ้าไปซักด้วยผลิตภัณฑ์ซักผ้าหรือผงซักฟอกที่ใช้ซักเสื้อผ้าเด็กที่มีคุณสมบัติอ่อนโยน หลังซักเสร็จให้บีบจนหมาด ก่อนนำไปตากแดดหรือผึ่งลมให้แห้ง สะบัดน้ำออกให้หมดก่อนที่จะนำไปผึ่งลมให้แห้งสนิท หากต้องการซักตุ๊กตาขนนุ่มด้วยเครื่องซักผ้า กรุณาตรวจที่ป้ายก่อนว่าสามารถซักด้วยเครื่องซักผ้าได้หรือไม่ และดูว่าควรใช้น้ำอุณหภูมิเท่าใด หากเป็นตุ๊กตาตัวโปรดของคุณหนูๆ ที่ค่อนข้างมอมแมม ควรโรยผงเบกกิ้งโซดาไปที่ตำแหน่งสกปรกก่อน แล้วผสมน้ำส้มสายชูเล็กน้อยลงไปน้ำระหว่างซักมือ เพื่อช่วยกำจัดคราบได้ง่ายขึ้น 4.วิธีทำความสะอาดของเล่นที่ต้องใช้แบตเตอรี่ เช่น รถบังคับ  ควรถอดแบตเตอรี่ออกจากของเล่นก่อนทำความสะอาด ระวังไม่ให้น้ำซึมเข้าไปในที่ใส่แบตเตอรี่ หลีกเลี่ยงการโดนน้ำในบริเวณที่เป็นแผงวงจรไฟฟ้า สำหรับการทำความสะอาดส่วนอื่นๆ ให้ใช้ผ้าชุบน้ำสบู่เช็ดทำความสะอาดให้ทั่ว แล้วนำไปผึ่งลมให้แห้ง ก่อนเก็บของเล่น เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดให้ปลอดภัยต่อลูกน้อย การรักษาความสะอาดเป็นมาตรการที่สำคัญที่สุด แต่ใช่ว่าทุกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจะส่งผลดีต่อร่างกาย เพราะสารทำความสะอาดหลายชนิดก็มักมาพร้อมสารเคมีอันตรายรุนแรงที่อาจทำร้ายเจ้าตัวน้อยได้เช่นกัน คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาอย่างใส่ใจเพื่อสุขอนามัยที่ดี ปราศจากน้ำหอม ปราศจากแอลกอฮอล์ เพื่อความปลอดภัยต่อผิวที่บอบบาง และระคายเคืองง่ายของลูกน้อย “..McDurée Hygienic Freshbio All Skin Spray..” ที่มีสารสกัดจากพืช  มีฤทธิ์ anti-microbial ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัสชนิดมีเปลือกห่อหุ้มเช่นเชื้อโควิด หนึ่งในสารธรรมชาติที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค ซึ่งค้นพบจากน้ำมันมะพร้าว “Monolaurin” เป็นสารสกัดจากน้ำมันมะพร้าวซึ่งเป็นสารตัวเดียวกันกับน้ำนมเหลืองของแม่ สามารถติดอยู่บนผิวได้นานถึง 4 ชั่วโมง พ่นได้ทั้งบนผิวหน้า ผิวกาย เสื้อผ้า และสิ่งของ มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อได้ในระยะเวลาที่ยาวนานกว่าแอลกอฮอล์  ช่วยลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียและไม่เป็นอันตราย ฉีดแล้วสามารถหยิบจับ ทานอาหารต่อได้ ปลอดภัยต่อลูกน้อย อีกทั้งยังให้ความชุ่มชื้น และทำความสะอาดโดยไม่ต้องล้างน้ำออก” เพราะลูกน้อยต้องการการดูแล การทำความสะอาดของเล่นลูกน้อยนอกจากจะป้องกันไม่ให้ของเล่นเป็นแหล่งเชื้อโรคที่ทำให้ลูกป่วย ยังเป็นการตรวจเช็คสภาพว่า มีชิ้นส่วนใดชำรุด ควรซ่อมแซม หรือเสื่อมสภาพ การพบปะเชื้อโรคมีอยู่รอบตัว คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดการสะสมของเชื้อโรค และสอนให้ลูกน้อยหมั่นล้างมือวันละหลายๆ ครั้ง จนกลายเป็นนิสัย เพื่อจะนำไปสู่สุขอนามัยแบบยั่งยืน โดยไม่จำเป็นต้องกีดกันลูกจากความสุขในการเล่นของเล่นอีกด้วย

ผมร่วง ผมบาง ไม่อยากศีรษะล้าน อย่ามองข้าม

เส้นผมสุขภาพดี ช่วยเพิ่มความมั่นใจและเสริมบุคลิกภาพให้ดูดีขึ้นได้..แต่หากมีปัญหาผมร่วงไม่ว่าจากสาเหตุใด คงทำให้สูญเสียความมั่นใจได้เช่นกัน หลายคนต้องเจอกับ”ปัญหาผมร่วง” ผิดปกติอยู่บ่อยครั้ง หวีผมแล้วผมหลุดออกมา หรือเวลาสระผมแล้วผมร่วงไปติดที่ท่อเต็มไปหมดจนน้ำไม่ระบาย หรือนั่นคือสัญญาณของโรคหรือเปล่า ? หรือจริงๆแล้วการที่ผมร่วงเยอะเราขาดวิตามิน แร่ธาตุ หรือมาจากสาเหตุไหนกันแน่ รีบมาดูกันเลยดีกว่า เพื่อความสบายใจและรีบแก้ไขก่อนที่จะร่วงหนักไปมากกว่านี้ สาเหตุผมร่วงมาจากอะไรได้บ้าง ?  ผมร่วงจากพันธุกรรมภาวะนี้ คือภาวะผมร่วง หัวล้านที่เกิดขึ้นในเพศชายเป็นหลัก แต่ก็มีบ้างที่จะเกิดขึ้นในเพศหญิง โดยเราจะเรียกภาวะนี้ว่า ภาวะผมร่วงแบบแอนโดรจีนิค เกิดจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน หรือฮอร์เมนเพศชายที่พบได้ทั้งชายหญิง ไปเป็นฮอร์โมน DHT (Dihyodrotestoserone) ที่เป็นอันตรายต่อรากผมอย่างมาก ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะมีอยู่ในเพศหญิงน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับเพศชาย แต่หากเมื่อใดที่ร่างกายเกิดภาวะฮอร์โมนเพศหญิงลดลง เช่น ในช่วงวัยหมดประจำเดือน ก็จะทำให้ฮอร์โมน DHT ตัวนี้เด่นชัดขึ้นมา และแสดงอาการที่เหมือนกับที่เกิดในเพศชายได้นั่นเอง ผมร่วงจากอาการเจ็บป่วยทางร่างกายหรือจิตใจภาวะความเจ็บปวดนั้น จะทำให้รากกผมเข้าสู่ระยะพักตัว ซึ่งถือเป็นการปรับตัวของระบบร่างกาย ที่จะพักการทำงานในส่วนที่ไม่จำเป็นออกก่อนเพื่อโฟกัสในการรักษาตัวของร่างกายได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งผมจะกลับมางอกกลับมาใหม่ได้เองในระยะเวลา 6 เดือน ผมร่วงจากฮอร์โมนที่ไม่สมดุลเกิดในหญิงที่คุมกำเนิดด้วยวิธีการกิน ฉีด ฝัง ยาคุมกำเนิด การรักษาอาการเจ็บป่วยด้วยฮอร์โมนทดแทน วัยหมดประจำเดือน เป็นต้น ซึ่งการที่ฮอร์โมนต่างๆ เกิดการไม่สมดุลแบบนี้ จะทำให้รากผมเข้าสู่ระยะพักตัวได้ไวขึ้น ผมจึงหลุดร่วงมากขึ้น ผมร่วงจากการตั้งครรภ์และหลังคลอดในขณะที่ตั้งครรภ์ ฮอร์โมนหลายตัวมักเพิ่มสูงขึ้นกว่าแต่ก่อนตั้งครรภ์ เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของทารก ทำให้ในช่วงที่ตั้งครรภ์คุณแม่หลายคนแทบจะไม่มีอาการผมร่วงมากวนใจเลยแม้แต่น้อย กลับกันกับตอนหลังคลอดที่ฮอร์โมนจะกลับสู่สภาวะปกติ ทำให้เกิดภาวะผมร่วงตามมาได้ ทั้งนี้อาการผมร่วงที่ว่าจะกลับมาเป็นปกติได้ ในช่วง 12-18 เดือนค่ะ ผมร่วงจากการใช้ยาบางประเภทยาบางประเภทมีผลข้างเคียงที่ทำให้เกิดอาการผมร่วงได้ เช่น ยารักษาสิว การรักษาด้วยเคมีบำบัด ยารักษาความดันโลหิตสูง ซึ่งหากเกิดผลข้างเคียงแบบนี้ขึ้น สามารถปรึกษาคุณหมอเพื่อหาทางออกได้ โดยอาจจะปรับเปลี่ยน หรือลดปริมาณตัวยาในการรักษาก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคุณหมอเลย ผมร่วงจากพฤติกรรมของตนเองการใช้ความร้อนและสารเคมีการที่ใช้ลมร้อนเป่าทำให้ผมแห้งไว ส่งผลให้เส้นผมแห้ง แตกปลาย ขาดความชุ่มชื่น จนผมร่วงได้ รวมถึงการดัดผม การยืดผม และการทำสีผม ก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้เส้นผมอ่อนแอ บางคนรุนแรงถึงขั้นเกิดอาการแพ้หนังศีรษะ ผมร่วงจากการขาดวิตามินและแร่ธาตุ สารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเส้นผม โดยเฉพาะ zinc โดยมีส่วนสำคัญต่อการสร้างเซลล์ใหม่ซ่อมแซมผมที่อ่อนแอให้เจริญเติบโตและแข็งแรงมากขึ้น มีบทบาทเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเส้นผม และยังช่วยควบคุมการทำงานของต่อมไขมันบนหนังศีรษะ ลดโอกาสการหลุดร่วงของเส้นผมได้ โดยปกติแล้วเส้นผมของคนเราสามารถหลุดร่วงได้ถึง 100 เส้นต่อวัน และอาจมากถึง 200 เส้นในวันที่สระผม ลักษณะผมร่วงในผู้หญิงจึงไม่ต่างกันกับของผู้ชายมากนัก เพราะก็คือการที่ผมร่วงมากกว่าปกติเหมือนกัน ผมร่วงทุกวันเป็นเรื่องปกติ ผมร่วงวันละ 20 เส้น 30 เส้น เป็นเรื่องปกติ แต่หากผมร่วงวันละ 200 เส้น ถือว่าผิดปกติแล้ว หากผมร่วงมากกว่า 50 – 60 เส้นในผู้ชาย หรือ 100 – 150 เส้นในผู้หญิง จะถือว่าผิดปกติ แต่หากเกินมาเล็กน้อย ก็ไม่ต้องกังวลมาก เพราะอาจจะเกิดจากการที่เป็นคนผมเยอะ หรือเกิดจากความผิดปกติเพียงเล็กน้อยของร่างกาย เช่นความเครียด พักผ่อนน้อย หากแก้ปัญหาเล่านี้ได้ ร่างกายจะกลับเป็นปกติเอง วิธีแก้ปัญหาผมร่วงด้วยตัวเอง หลีกเลี่ยงอุปกรณ์ที่มีความร้อน ลดการใช้อุปกรณ์ทำผมที่ใช้ความร้อน ซึ่งทำให้เส้นผมสูญเสียความชุ่มชื้น งดใช้สารเคมีหรือยาบางประเภทที่ใช้กับเส้นผมและหนังศีรษะโดยตรง เช่น การทำสีผม ดัด ยืด ย้อม การกินยา หรือยาทาบนหนังศีรษะ หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์แต่งผมและเคมี การที่เส้นผมโดนสารเคมีเป็นจำนวนมาก จะส่งผลต่อโครงสร้างทางเส้นผม จนนำไปสู่ปัญหาผมร่วง หลีกเลี่ยงผมอับชื้น ควรเช็ดผมให้แห้ง ไม่ควรเข้านอนทั้งที่ผมยังเปียกชื้น เพราะอาจทำให้เกิดความอับชื้นและเชื้อราบนหนังศีรษะได้ ซึ่งเชื้อราบนหนังศีรษะเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้มีอาการคัน มีรังแค และผมร่วงเป็นหย่อม บางคนร้ายแรงถึงกับติดเชื้อของหนังศีรษะ ทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัส อาจทำลายรากผม ทำให้ผมร่วง ซึ่งต้องรักษาอาการติดเชื้อก่อนจึงจะฟื้นฟูเส้นผมได้ ใช้หวีที่เหมาะสม เลือกใช้หวีที่มีลักษณะซี่ห่าง และหลีกเลี่ยงการดึงผมแรง ๆ โดยเฉพาะการหวีผมในช่วงเส้นผมเปียก เพราะยิ่งทำให้เกิดผมร่วงได้ง่าย ๆ กินอาหารที่มีประโยชน์ ดูแลหนังศีรษะให้มีสุขภาพแข็งแรงจากภายใน เพราะอาหารที่เราทานเข้าไปเป็นสารตั้งต้นของการสร้างเซลล์ และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ รวมถึงการเจริญเติบโตของเส้นผมด้วย เน้นอาหารที่มีโปรตีนสูง เนื้อไม่ติดมัน ปลา ถั่วต่าง ๆ ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนและอะมิโนที่ดี  เพื่อรักษาสุขภาพของหนังศีรษะและเส้นผม ควรใช้น้ำอุณหภูมิปกติ เพราะการสระผมด้วยน้ำอุ่นจะส่งผลให้หนังศีรษะเกิดอาการแห้ง รูขุมขนกว้าง รากผมเกิดความอ่อนแอ จนผมร่วง ใช้โลชั่นบำรุงผมแก้ผมร่วง เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับเส้นผมของตนเอง หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติช่วยลดการหลุดร่วงของเส้นผม ด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติ  ทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของซิงค์ ซิงค์เป็นแร่ธาตุที่มีช่วยการเจริญเติบโตของเส้นผมและเล็บ โดยมีส่วนสำคัญต่อการสร้างเซลล์ใหม่ซ่อมแซมผมและเล็บที่อ่อนแอให้เจริญเติบโตและแข็งแรงมากขึ้น มีบทบาทเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเส้นผมและเล็บ และยังช่วยควบคุมการทำงานของต่อมไขมันบนหนังศีรษะจึงลดโอกาสการหลุดร่วงของเส้นผมได้ รู้ถึงสาเหตุที่ผมร่วงแล้วอย่าลืมบำรุงดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำลายเส้นผม และควรหมั่นรับประทานอาหารที่มีซิงค์ หรือหากคิดว่าไม่สามารถเลือกรับประทานอาหารเพื่อเพิ่มสังกะสีในร่างกายได้ การรับประทานอาหารเสริมก็สามารถช่วยได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน การที่ร่างกายขาดซิงค์เป็นเวลานานจะส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆมากมายที่สังเกตได้เช่นอาการผมร่วงแตกปลายเล็บเปราะเล็บเป็นจุดสีขาวผิวหนังแห้งและอักเสบบาดแผลหายช้าภูมิคุ้มกันลดลงติดเชื้อโรคได้ง่ายขึ้นเบื่ออาหารการรับรู้รสลดน้อยลงมีอาการซึมเศร้าหงุดหงิดขาดสมาธิเหม่อลอยเป็นต้น

เลซิติน (Lecithin) คุณประโยชน์หลากหลายดีต่อสุขภาพ

เลซิติน (Lecithin) เป็นไขมันชนิดฟอสโฟไลปิค (Phospholipid) ที่มีความจำเป็นต่อเซลล์ทุกชนิดในร่างกาย เยื่อหุ้มเซลล์ (Cell membrane) ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมการเข้าออกของสารอาหารจะมีลักษณะแข็งและขาดความยืดหยุ่นถ้าไม่มีเลซิติน นอกจากนี้ยังพบว่าเลซิตินเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มสมอง กล้ามเนื้อ และเซลล์ประสาท ในร่างกายมนุษย์และยังพบตามแหล่งธรรมชาติทั้งพืชและสัตว์โดยจะพบมากในไข่แดงสมองหัวใจถั่วเหลืองเมล็ดทานตะวันถั่วลิสงจมูกข้าวสาลีเป็นต้น ส่วนใหญ่อาหารเหล่านี้มักจะให้โคเลสเตอรอลสูงด้วย เลซิตินเองมีคุณสมบัติเป็น emulsifier หรือสารที่ทำให้น้ำกับน้ำมันเข้ากันได้ ดังนั้นจะพบว่าได้มีการนำเลซิตินมาใช้ในการควบคุมโคเลสเตอรอลในเลือด ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงบำรุงสมองกันอย่างแพร่หลายนั้นเอง เลซิตินพบได้มากในถั่วเหลือง แต่แหล่งอาหารที่ให้เลซิตินยังมีอีกมากมาย อาทิ ไข่แดง ตับ ข้าวโอ๊ต กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก เนื้อสัตว์ ปลา บริวเวอร์ยีสต์ และพืชบางชนิด ทั้งนี้อาจจะรวมถึงผลิตภัณฑ์ Multi-Vitamin ที่มีเลซิตินผสมอยู่ด้วย เลซิตินที่วางจำหน่ายในท้องตลาดมีอยู่สองชนิด คือ แกรนูล และแคปซูล ชนิดแกรนูลนิยมรับประทาน โดยผสมกับเครื่องดื่มชนิดต่าง ๆ เช่น นม นมเปรี้ยว น้ำผลไม้ ฯลฯ และยังนิยมให้ผสมหรือโปรยบนอาหารประเภทต่าง ๆ อีกด้วย 1.ช่วยลดไขมันคอเลสเตอรอลสูงในเลือดป้องกันโรคสมองและหัวใจขาดเลือด เลซิตินทำหน้าที่เป็นตัวทำละลายไขมันในหลอดเลือดทำให้ไขมันแตกตัวเป็นอนุภาคเล็กๆไม่จับกันเป็นก้อน จนไปอุดตันผนังหลอดเลือด และไหลเวียนไปกับกระแสเลือด เลซิตินจึงเป็นสารอาหารที่สามารถป้องกันการจับตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด จึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาหลอดเลือดอุดตัน รวมถึงสมองและหัวใจขาดเลือดหรือหัวใจวาย นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยเพิ่มการเผาผลาญ และการขับถ่ายไขมันคอเลสเตอรอลผ่านทางอุจจาระ อีกทั้งยังช่วยลดระดับไขมันคอเลสเตอรอลรวมในเลือด (Total Cholesterol) มีการศึกษาทั้งในสัตว์ทดลองและผู้มีภาวะระดับโคเลสเตอรอลสูงพบว่า เลซิตินจะลดการดูดซึมโคเลสเตอรอล สามารถลดระดับไขมันชนิดไม่ดี (LDL) และไตรกลีเซอร์ไรด์ได้ อีกทั้งช่วยเพิ่มระดับไขมันชนิดดี (HDL) ได้อีกด้วย จากคุณสมบัติดังกล่าวจึงทำให้ลดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ป้องกันภาวะหัวใจขาดเลือด อันนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือหัวใจวายเฉียบพลัน 2.ช่วยการทำงานของตับ ในสารอาหารเลซิตินจะมีสารสำคัญ คือ ฟอสฟาทิดิล โคลีน (Phosphatidyl choline) ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ในการกระตุ้นตับให้เผาผลาญ และทำงานได้ดีขึ้น ช่วยบำรุงเซลล์ตับ ป้องกันตับอักเสบ ป้องกันตับแข็ง พร้อมช่วยป้องกันการเกิดความผิดปกติจากสารเคมีและสารพิษต่างๆ เช่น แอลกอฮอล์ และยา ทั้งนี้ได้มีการศึกษาในลิงบาบูน พบว่าเลซิตินสามารถป้องกันการเกิดโรคตับแข็งเนื่องจากการรับประทานเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ โดยเลซิตินจะไปกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์คอลลาจีเนสในตับ จึงลดการสร้างผังผืดในตับ ลดการสะสมของไขมันในตับ ซึ่งเป็นสาเหตุของการพัฒนาไปสู่โรคตับแข็ง ป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นของไขมันบริเวณตับ จึงไม่เกิดอนุมูลอิสระไปทำลายเซลล์และป้องกันภาวะจากการอักเสบของตับ 3.ลดภาวะไขมันพอกตับ โคลีน (Choline) คืออีกหนึ่งสารสำคัญที่อยู่ในเลซิติน ทำหน้าที่คอยเร่งการทำงานของระบบเผาผลาญไขมันที่ตับ ให้ไขมันถูกดึงไปใช้เป็นพลังงานมากขึ้น ไม่เกิดการสะสม และลดการดูดซึมโคเลสเตอรอลที่เป็นสาเหตุในการเกิดไขมันพอกตับ  4.ป้องกันนิ่วในถุงน้ำดี นิ่วในถุงน้ำดีมีสาเหตุมาจาก ในน้ำดีมีปริมาณของไขมันโคเลสเตอรอลสูงจนเกินไป เลซิตินมีคุณสมบัติเป็นตัวช่วยเพิ่มความสามารถในการทำละลายของน้ำดี ทำให้สารแขวนลอยในน้ำดีไม่จับตัวเป็นก้อนจนกลายเป็นนิ่ว เพิ่มการหลั่งและการไหลเวียนของน้ำดี ป้องกันการอุดตันที่ท่อน้ำดี และลดค่าดัชนีไขมันอิ่มตัว 5.ช่วยการย่อยอาหารลดน้ำหนัก เลซิตินมีคุณสมบัติในการช่วยละลายไขมัน วิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามินเอ ดี อี และเค จึงช่วยลดการสะสมของไขมัน และช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ดียิ่งขึ้น 6.บำรุงสมองเสริมความจำ ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ เสริมสร้างความจำ และลดอาการอัลไซเมอร์ในระยะเริ่มต้น เนื่องจากโครงสร้างของเลซิติน มีสารประกอบที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งคือ โคลีน (Choline) ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นต่อการสร้างสารสื่อประสาทที่สำคัญของสมอง ที่ชื่อว่า สารอะซิทิลโคลีน (Acetylcholine) ดังนั้นหากร่างกายได้รับเลซิตินในปริมาณที่เพียงพอก็จะช่วยป้องกันและรักษาอาการผิดปกติของระบบประสาทบางประเภทได้ ทางการแพทย์จึงมีการนำเลซิตินมาใช้ในการบำบัดโรคทางสมองต่างๆในปัจจุบัน เช่น โรคพาร์คินสัน และโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นโรคทางสมองที่เกิดจากเซลล์ประสาทขาดสารอะซิทิลโคลีน (Acetylcholine) หรือในคนชราที่ป่วยเป็นโรคความจำเสื่อม โดยพบว่าผู้สูงอายุที่มีภาวะความจำเสื่อมบางรายจะมีอาการดีขึ้น เมื่อรับประทานเลซิตินวันละ 25 กรัม ติดต่อกันเป็นเวลาหลายเดือน นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้นพบว่า เมื่อได้รับโคลีนเป็นเวลา 6 เดือน จะช่วยให้ความจำดีขึ้นได้ หรือการให้โคลีนร่วมกับยาที่ใช้รักษา จะช่วยพัฒนาความสามารถที่ต้องใช้ความจำเพิ่มขึ้นได้ การเลือกกินเลซิตินก็เป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเลซิตินที่ดีนั้น จะต้องเป็นเลซิตินบริสุทธิ์ สกัดจากถั่วเหลือง หรือพบจากแหล่งสะสมอื่นตามธรรมชาติ เช่น ไข่แดง เมล็ดทานตะวัน ตับ และบริเวอร์ยีสต์ (ยีสต์ที่เพาะไว้เพื่อใช้เป็นอาหารเสริมโดยเฉพาะ) ที่ไม่ผ่านการฟอกสี ผ่านความร้อน เช่น ทอด ย่าง ต้ม หรือสารอันตรายต่อตับ ที่สำคัญหากต้องการได้รับเลซิตินที่เพียงพอต่อการบำรุงร่างกาย สมอง หรือตับ แนะนำให้กินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพิ่มเติม และควรเลือกจากแหล่งที่ผลิตภายใต้มาตรฐานการผลิตยาระดับสากลที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก GMP ของประเทศไทย เพื่อความมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยต่อร่างกายในระยะยาว ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.phyathai.com/article_detail/2000/th/รู้หรือไม่? _ไม่อยากสมองเสื่อม…ต้องเสริมด้วย_ “เลซิตินhttps://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1280/lecithin-เลซิติน